ท่องเที่ยวและ สัมผัสวิถีชีวิตชาวโนแมด (Nomadic)

nomadic

ม้าพันธ์ทาคิ Takhi (Praewalski’s horse)
สายเลือดแท้ดึกดําบรรพ์ที่สืบเชื้อสายมาจนถึงทุกวันนี้

ม้าป่าพันธุ์หายากของมองโกเลียมีชื่อว่า ทาคิ (Takdhi) แปลว่า “จิตวิญญาณ” เป็นม้าพันธุ์ดึกดําบรรพ์ซึ่งมีจํานวนโครโมโซม 66 คู่ (ต่างจากม้าทั่วไปที่มี 64 คู่) และมีลักษณะเด่นคือหัวโต และคอหนาเมื่อเทียบกับลําตัว ใบหน้าจะสั้นที่เมื่อเทียบกับม้าอื่นๆ แผงคอมีลักษณะสีเข้มตั้งชัน ดูแล้วคลับคล้ายกับขนแปรงสีฟัน และจะผลัดขนแผงคอในช่วงฤดูร้อน ทําให้ขนแผงคอสั้นเมื่อเทียบกับม้าพันธ์อื่นๆ ส่วนลําตัวออกสีน้ำตาลอ่อนคล้ายสีเม็ดทราย ช่วงท้องสีออกสีอ่อนกว่าไปทางสีขาว และมีวงสีขาวรอบตาและรอบปาก อีกทั้งทาคิมีลักษณะนิสัยดุ ว่องไว ยากที่มาฝึกให้เชื่องได้ จึงไม่นําเอามาใช้ขี่กัน และเป็นม้าที่เคยเกือบสูญพันธุ์ เพราะชาวเคอร์กิสถานนิยมล่าเอาหนัง ในปี ค.ศ. 1881 พันเอกเพรซวาลสกี้ (Przewalski) นายทหารรัสเซีย สัญชาติ โปแลนด์ได้ค้นพบม้าป่าพันธุ์ดึกดําบรรพ์ที่ใกล้สูญพันธุ์นี้ ม้าทาคิจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่าพันธุ์ Praewelski และได้มีการพยายามผสมพันธุ์และเพาะเลี้ยงม้าพันธุ์นี้เพื่อการอนุรักษ์ แม้จะทําได้ยาก และการเพิ่มจํานวนทําได้อย่างช้าๆ ปัจจุบันได้ทยอยส่งกลับสู่ทุ่งหญ้ามองโกเลีย เพื่อใช้ชีวิตตามธรรมชาติ

nomadic

วิถีชีวิตแบบชาวโนแมด (Nomadic)

ชาวโนแมด หรือชาวพื้นเมือง (Nomadic) ดํารงชีวิตโดยการเลี้ยงสัตว์เร่รอนตามหุบเขาทุ่งหญ้าตามที่ราบทั้งหลายจึงเป็นแหล่งอาหารของฝูงสัตว์เหล่านี้ สัตว์ที่นิยมเลี้ยง เช่น วัว จามรี แกะ แพะ ม้า และอูฐ ซึ่งเนื้อแกะ แพะและวัวจะถูกนํามาบริโภคภายในครอบครัว ขนแกะจถูกนำมาทำเสื้อผ้า ส่วนจามรี ม้า และอูฐนํามาใช้แรงงานเพื่อลากเคลื่อนย้ายสิ่งของ ส่วนขนของหางม้านํามาทำสายเครื่องดนตรีหรือแม้กระทั่งกระดูกสัตว์ก็นํามาทําของเล่น

การเคลื่อนย้ายฝูงสัตว์และเกอร์จะทําปีละ 4 หน ตามฤดูกาลทั้งสี คือ ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ส่วนในฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง แต่ในฤดูหนาวสัตว์จะอยู่ในคอกเพราะอากาศหนาวรุนแรงจนติดลบและสัตว์จะอ่อนเพลียมาก โดยจะเริ่มออกหาทุ่งหญ้าใหม่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ส่วนในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงสัตว์จะถูกปล่อยให้หากินได้ตามธรรมชาติในทุ่งหญ้าเพื่อให้อ้วนท้วนสมบูรณ์ ก่อนที่จะเข้าสู่หน้าหนาวรอบใหม่ในการเคลื่อนย้ายแต่ละครั้งชาวโนแมดจะสังเกตุลักษณะของทุ่งหญ้า ถ้าพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์การหาแหล่งพื้นที่ใหม่ๆ อาจไม่ต้องย้ายแห้งแล้งหรือในทะเลทรายโกบี การย้ายแต่ละครั้งอาจไกลถึง 150 กิโลเมตรจากที่เดิมเพื่อหาทุ่งหญ้าและแหล่งน้ำ

การย้ายแหล่งแต่ละหนถือว่าเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ หัวหน้าครอบครัวจะแต่งชุดที่ดีที่สุด แล้วขี่ม้าออกไปค้นหาที่ใหม่ เมื่อเจอจะวางหิน 3 ก้อนที่พื้น เป็นสัญลักษณ์ของที่ตั้งเกอร์ แล้วค่อยกลับมาเลือกวันดีในการเคลื่อนย้ายระหว่างการเคลื่อนย้ายห้ามทะเลาะกันเพราะ จะถือว่าเป็นลางร้าย ข้าวของมีค่า เช่น โครงหลังคา เครื่องบูชาทางศาสนา สมบัติของหัวหน้าครอบครัวจะถูกเก็บไว้ในเกวียนคันหน้าสุด ส่วนเกอร์และเฟอร์นิเจอร์จะถูกแยก ชิ้นส่วนและขนขึ้นเกวียนตามไป และระหว่างทางถ้าเจอชาวโนแมดคนอื่นจะต้องเชิญมาทานชาร่วมกัน เมื่อตั้งที่พักในแหล่งใหม่เสร็จแล้วจะต้องเชิญเพื่อนบ้านในละแวกนั้นมา ร่วมดื่มกินตามธรรมเนียม

ขนบธรรมเนียมและข้อห้ามที่ควรรู้

  1. ห้ามพิงเสาที่อยู่กลางเกอร์ทั้ง 2 ต้น เพราะเป็นโครงสร้างคํายันเกอร์ อาจจะพัง
  2. ห้ามเหยียบธรณีประตูทางเข้าเกอร์จะเป็นลางไม่ดี
  3. ห้ามทิ้งสิ่งสกปรกเข้าเตาไฟเพราะไฟถือว่าเป็นสิ่งบริสุทธิ์
  4. ห้ามยืนกางแขนจับกรอบประตูเกอร์ทั้ง 2 ฝั่งเพราะจะมีลักษณะคล้ายไม้กางเขนเป็นลางร้ายว่าจะมีคนตาย
  5. ที่นั่งด้านในสุดของเกอร์ทางทิศเหนือเป็นที่นั่งสําหรับผู้ที่อาวุโสสุด ส่วนคนอื่นจะต้องนั่งด้านข้างแทนและเรียงอาวุโสมากไปน้อย
  6. การเดินรอบเกอร์ควรวนตามเข็มนาฬิกา เช่น เมื่อมีการประกอบติดตั้งเกอร์จะวนตามเข็มนาฬิกา
  7. ในกรณีแขกมาเยือนพกมีดมาด้วย จะต้องนําออกมาวางเพื่อแสดงถึงความจริงใจว่ามาเยือนอย่างเป็นมิตร
  8. ไม่ควรเดินตัดทางระหว่างเตาไฟกับด้านหลังสุดเกอร์ เพราะมีความเชื่อว่ามีพลังงานเชื่อมระหว่าง 2 จุดนี้ อย่างที่เกอร์รับแขกของครอบครัวนี้ ด้านหลังสุดเป็นที่อยู่ของแท่นบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในความเชื่อทางศาสนา เท่าที่ผ่านมาแม้ว่าสําหรับนักท่องเที่ยวอาจจะไม่เคร่งครัดและไกด์อาจไม่ได้บอกข้อ ธรรมเนียมเหล่านี้ แต่น่าจะเป็นการดีที่เราได้ทราบล่วงหน้าและปฏิบัติให้เหมาะสมกับถิ่น ที่ไปอย่างกลมกลืนและได้ใจชาวโนแมดค่ะ

ลิ้มรสอาหารพื้นเมือง ในบรรยากาศในแมดแท้

อาหารชาวโนแมดวัตถุดิบทําจากเนื้อสัตว์ที่เลี้ยง 5 ชนิด คือ วัว แพะ แกะ ม้าและอูฐ แต่ที่จะทานมาก คือแกะ วัวและแพะ ส่วนม้าจะนิยมทานในฤดูหนาว เพราะให้แคลอรี่สูง สําหรับอูฐ เพิ่งนิยมทานกันในภายหลัง ปกติจะทานมื้อเย็นเป็นมื้อใหญ่ ส่วนมื้ออื่นจะเป็นดื่มนมผสมชา “ซูเตย์ไซ” (Suutei tsai) และขนมในอาหารเย็น วันนี้จะได้ทานอาหารพื้นเมืองในบรรยากาศโนแมดแท้ๆ คือ บูซ (buuz) จะคล้ายๆเกี๊ยว แต่หน้าตาแบบซาลาเปา จะเอาไปนึ่ง หรือต้มก็ได้ ข้างในจะเป็นไม้เนื้อสัตว์ คุณแม่โนแมด ยกมาเป็นหม้อใหญ่เป็นซุปบูชลูกใหญ่ประมาณ ซาลาเปาไซส์กลางรสชาติใช้ได้ความสาบของ นื้อแทบไม่มี ภายหลังถึงรู้ว่าเนื้อที่ทานคืออะไร…..

วิธีปรุงอาหารโดยเชฟชาวโนแมด

นอกจากนิยมปรุงเนื้อสัตว์โดยการต้มยังมีวิธีอื่นอีกคือ “boodog” เป็นการปรุงอาหารเนื้อสัตว์ให้สุกโดย เอาเครื่องในสัตว์ออกให้หมด แล้วเอาหินที่เผาไฟร้อนๆเทใส่เข้าไปในตัวสัตว์อาศัยความร้อนระอุของหิน ทําให้เนื้อข้างในสุกเสมือนว่ามีร่างกายของสัตว์ตัวนั้นเป็นภาชนะ “khorkhog” เป็นวิธีทําให้เนื้อสุก โดยตัดแล่เนื้อเป็นชิ้นๆ ใส่ภาชนะแล้วเอาหินร้อนระอุใส่ไปในภาชนะ ด้วยแล้วเผาภาชนะด้วยเปลวไฟอีกที

คอสตูม…ในแบบวิถีชาวโนแมดมองโกเลีย

ชาวโนแมดจะนิยมใส่ deel คือ ชุดคลุมยาวเลยหัวเข่า ทําได้ทั้งจากผ้าฝ้ายผ้าไหมและขนสัตว์แขนเสื้อยาว คอกว้าง ด้านหน้าเป็นผ้าผืนยาวที่ต้องป้ายผ้าซ้ายทับขวา ติดกระดุมข้างขวา (แต่หลังอยู่ภายใต้การปกครองราชวงศ์ชิงของจีนมีการประยุกต์คอเสื้อให้มีลักษณะปกตั้ง) มีเข็มขัดผ้ารัดเอว และสวมหมวกที่ทําจากขนสัตว์ ผ้าไหมหรือผ้าสักหลาด ใส่รองเท้าบู๊ทที่ทําจากหนังและสวมเครื่องประดับ เช่น เงิน ทอง ไข่มุก หยก และชุด deel จะหรูหรามากน้อยขึ้นอยู่กับฐานะทางสังคม สําหรับผู้ชายโนแมดที่ต้องออกไปทํางานเลี้ยงสัตว์จะนิยมใส่ deel ที่ทําจากผ้าฝ้ายหนาๆ หรือขนสัตว ถ้าผู้หญิงทํางานในบ้านจะนิยม deel ที่มีลวดลายสวยงามกว่าในฤดูหนาว deel จะมีชั้นของหนังแกะหรือแพะไว้ปกป้องอากาศหนาวเย็นอีกชั้นหนึ่งในปัจจุบันชาวโนแมดเองก็นิยมใส่เสื้อผ้าแบบตะวันตกมากขึ้นและคนที่อยู่ในเมืองเองก็จะใส่ชุด deel เฉพาะในวันสำคัญๆ เช่น วันจบการศึกษา งานแต่งงาน ในยุคระบอบคอมมิวนิสต์ชุด deel ที่หรูหราถือว่าผิดกฎหมาย เพราะแสดงถึงความร่ำรวยในสมัยนั้นคนจึงนิยมแต่งชุด deel แบบเรียบง่ายแทน

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet