การเตรียมตัวไปพบประสบการณ์ใหม่ด้วยการใช้ชีวิตแบบชาวโนแมด

-อนุสาวรีย์ Raisan Memorial-

อนุสาวรีย์ตั้งบนยอดเขาทางทิศใต้ของเมือง รถจะจอดได้แค่ลานจอดด้านล่าง จากนั้นต้องเดินขึ้นบันไดราว 100 กว่าขั้นที่ไม่ได้สูงมากนัก แต่ถ้ามองขึ้นมาจากทางด้านล่างสุดจะเห็นรูปปั้นคอนกรีตขนาดใหญ่สูง 10 เมตร ของนายทหาร ถือธงชาติโซเวียต และมีภาพของเลนิน สตาลิน และชุคบาตาร์

อนุสาวรีย์สร้างโดยสหภาพโซเวียตเพื่ออุทิศแด่นายทหารโซเวียต และผู้พลีชีพในสงครามใน สงครามโลกครั้งที่ 2 จากบริเวณอนุสาวรีย์ Zaisan จะสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์โดยรอบเมืองอูลานบาตาร์ เมื่อเดินเข้าไปทางด้านในโครงสร้างคล้ายวงแหวนจะเห็นภาพกระเบื้องโมเสสสีสันสดใส เช่น ภาพแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างชาวมองโกลกับ ชาวโซเวียตที่ทางสหภาพโซเวียตมีส่วนร่วมสําคัญ ในการประกาศอิสรภาพของมองโกเลียในปี ค.ศ. 1921, ภาพแสดงชัยชนะเหนือกองทัพญี่ปุ่น และกองทัพนาซีในสงครามโลกครั้งที่ 2 และภาพแสดงที่ถึงความสําเร็จในการส่งยานอวกาศของสหภาพโซเวียต ภาพนายพล Khorloogin Cholease ผู้กลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกของมองโกเลียใน การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์

สําหรับผู้ที่อยากลอง…ที่นี่มีบริการให้ถ่ายรูปคู่กับเหยี่ยว หลังจากตกลงราคากับเจ้าของเหยี่ยวได้แล้ว เค้าจะให้เราสวมถุงมือหนาๆ แล้วจับเหยี่ยวมาเกาะข้อมือเรา เห็นตัวไม่ใหญ่แต่หนักน่าดู ถ้าอยากให้กางปีกต้องขยับแขนข้างนั้นขึ้น-ลง ส่วนเรื่องราคาจ่ายได้ทั้งสกุลเงินทุกรุก ดอลลาร์ 

ค่าเข้าชม: ฟรี
การเดินทาง: อยู่ออกมาชานเมืองราว 5 กิโลเมตร เดินทางด้วยแท็กซี่ หรือรถบัสสาย 7 หรือใช้บริการทัวร์

เตรียมตัวใช้ชีวิตกับชาวโนแมด

หลังจากใช้ชีวิตในเมืองหลวงอูลานบาตาร์มา 1 คืน หนนี้ก็ถึงคราวที่ต้องไปลองสัมผัสชีวิตชาวโนแมด (Nomad ในภาษาอังกฤษ แปลว่า เร่ร่อนพเนจร) ซึ่งเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของชนเผ่ามองโกเลียเดิม แม้ว่าในสมัยปัจจุบันจะเริ่มเหลือน้อยลงไป เพราะชาวโนแมดเองก็ส่งลูกหลานไปเรียนในเมืองแทน และลูกหลานก็เริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิตโดยเลือกทํางาน และพกอาศัยในเมืองหลวงอย่างเป็นหลักแหล่งต่างจากบรรพบุรุษของพวกเขา

การเดินทางไปสัมผัสและเรียนรู้ความเป็นอยู่และได้ลองพักที่อยู่อาศัยแบบที่ชนเผ่ามองโกลสืบต่อมาเกือบ 1,000 ปี ย่อมเป็นประสบการณ์ที่ไม่รู้ลืม แต่กระนั้นก็อย่าละเลย การเตรียมตัวและเตรียมใจ สําหรับสายขาลุย.นี่เป็นเรื่องชิลๆ แต่สําหรับสายอยากลอง ก็ไม่ได้ลําบากจนไปไม่ไหว เพราะสามารถเลือกรับประสบการณ์ความ Real จากทางที่แตกต่างกันมี 3 ระดับ

  1. เกอร์นักท่องเที่ยว (tourist ger)

มีกระจายตัวหลายพื้นที่ เช่น ที่อุทยาน Gorkhi-Terelj National Park ซึ่งแน่นอนชื่อก็บอกว่าสําหรับนักท่องเที่ยว ที่ย่อมมีความสะดวกสบาย รูปลักษณ์ภายนอกยังเป็นกระโจมเกอร์ มีที่นอนมีไฟฟ้าให้ใช้ มีทีวี ห้องอาบน้ำส่วนตัว มีห้องรับประทานอาหารของที่พักอารมณ์ น่าจะคล้ายรีสอร์ท แต่จะไม่ได้อยู่ในแหล่งที่ไกลไปถึงยาก

Nomad

2. Half-nomad ger

แบบนี้เริ่มให้ฟิลลิ่งมองโกลกว่าแบบแรก คล้ายๆกับชาวมองโกลคน พื้นที่นั้นแบ่งกระโจมมาทําที่พัก จะเรียกว่า โฮมสเตย์ก็ว่าได้ มีหลักแหล่งแน่นอนไม่ได้ เคลื่อนย้ายไปตามฤดูกาล ความสะดวกก็ตามที่เจ้าของบ้านเค้ามียังพอมีเตียง ฟูก โต๊ะนั่งเล่น เตาผิงไฟ ไฟฟ้าก็มีให้ใช้แบบต่อเดินไฟมาเอง อาจมีไฟดวงสลัว ๆ 1 ดวง ปลักไฟไว้ชาร์จ 1 จุด ที่ห้อยสายลงมาแขวนไว้กับไม้ที่ขัดตรงเพดาน อาหารแบบเจ้าของบ้านทํามาให้ทาน ห้องสุขา ก็ใช้ร่วมกับเจ้าของ แบบที่ขุดหลุมขนาดใหญ่มากๆ แล้วตีไม้กระดานครอบทับเป็นห้อง ที่พื้นห้องน้ำเป็นไม้เจาะรู แต่ไม่มีห้องอาบน้ำ

  1. Real nomad ger

แบบนี้ So Real เหมาะที่ต้องลองไปสักหนในชีวิต เป็นเกอร์ที่มีการเคลื่อนย้ายเปลี่ยนหลักแหล่งไปในแต่ละฤดูกาล ส่วนที่พักมีทั้งแบบนอนในเกอร์เดียวกับเจ้าของ หรือมีเกอร์แยกต่างหาก และมักจะไกลแสน ไกลห่างจากสาธารณูปโภคทั้งปวง เป็นพื้นที่เวิ้งว้างที่พอจะมีหญ้าไว้เลี้ยงสัตว์ เกอร์มีสิ่ง อํานวยความสะดวกแบบเกอร์ของ half-nomad (ยกเว้นไฟฟ้า) แต่ห้องน้ำจะมีเพียงขุดหลุมเอา แล้วเอาฉากมาตั้งคล้ายกล่องที่หาฝาบานที่ 4 ไม่เจอหลังคาเปิดโล่ง และแน่นอนว่าอย่าถาม เรื่องการอาบน้ำ หรือแม้แต่ล้างมือล้างหน้า เพราะมันไม่มี..

Note: การเลือกลักษณะที่พัก ประสบการณ์ที่ได้รับย่อม แตกต่างกันลิบลับ ขึ้นกับความชอบบวกความ อึดของแต่ละคน อย่างที่ได้ไปในทริปนี้มีทั้ง แบบ half-nomad ger และ real nomad ger อย่างละคืน แค่นี้ตัวก็ไม่ได้เปียกน้ําร่วม 3 วัน 2 คืน แต่ในช่วงอากาศกลางคืนที่หนาวพอดูและ กลางวันที่แทบไม่มีเหงื่อออก เลยไม่ได้ทําให้ การใช้ชีวิตเป็นเรื่องยากเกินไป…เพียงแค่ สักหนหนึ่งในเกอร์แบบชาวโนเมดแท้ๆ

กติกาเล็กๆ…ก่อนไปนอนเกอร์

1 น้ำดื่ม ควรซื้อแบบยกแพค คํานวณให้พอสําหรับการเดินทางทั้งทริป และควรเตรียมเผื่อสำหรับการล้างหน้าแปรงฟันด้วย เพราะซุปเปอร์มาร์เก็ตจะมีอยู่แค่ช่วงทางผ่าน ออกจากอูลานบาตาร์ และร้านของชําที่อยู่ในปั้มน้ำมัน ถ้าออกนอกชานเมืองไปแล้ว โอกาสเจอจะเรียกว่าเป็นศูนย์ก็ไม่ผิดไปนัก

2 อาหาร ขนม ของกินเล่น เพราะการเดินทางไกลมาก และบางครั้งอาหารแบบดั้งเดิมท้องถิ่นอาจไม่ถูกลิ้น และเป็นการสะสมเสบียงเผื่อไว้ ถ้าเหลือก็ยกยอดไปทานบนรถไฟก็ไม่ว่ากัน

3 ทิชชูแห้ง ทิชชูเปียก เจลล้างมือ สิ่งนี้สําคัญสุดๆ แทนการล้างมือ และใช้เวลาเข้าห้องน้ำ

4 ปลักพ่วงหลายๆตา เพราะปลักประจําเกอร์บางที่มีแค่จุดเดียว จะได้ไม่ต้องตื่นมาสลับสายกลางดึกกันให้เสียเวลานอน 

5 เงินทุกรุก และเงินดอลลาร์ คือเงินที่ร้านค้าขายของที่ระลึกรับ และอาจมีรับยูโรบ้าง ควรแลกเงินทุกรุกไปให้พอประมาณ เพราะแบงค์ดอลลาร์ใหญ่อาจใช้จ่ายลําบาก

6 เสื้อผ้ากันหนาว แม้ว่าอยู่ในอูลานบาตาร์อากาศจะไม่หนาว แต่พอออกไปตามที่ราบหุบเขา อุณหภูมิกลางคืนจะดึงต่ำลงกว่าปกติ

7 ไฟฉาย ใช้เข้าห้องน้ำ ที่ต้องเดินท่ามกลางความมืดมิดออกไปนอกเกอร์

8 แบตเตอรี่กล้องหลายก้อนโอกาสชาร์จให้ทันการจะยาก เพราะแค่เก็บวิวระหว่างทางก็แทบไม่เหลือประจุแล้ว

9 ครีมกันแดด แม้จะไม่ร้อน แต่กลับมาตัวดําเหมือนกัน

10 สุดท้ายที่ไม่ถือว่าเป็นกติกา… คือ ของเล่นเล็กๆน้อยๆ เวลาเห็นเด็กมองโกลจับกลุ่มเล่นกันอยู่ บางคนก็ดูมอมแมมด้วยซ้ำ เวลาเอาของเล่นไปให้รอยยิ้มใสๆ และท่าทางที่มีความสุขของเด็กน้อยยามเล่นของเล่นอย่างสนุกสนาน จะทําให้วิวทิวทัศน์ที่ดีอยู่แล้วกลับดูดีขึ้นอีกเป็นกอง

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet