สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจบนถนน Boulevard des Capucines กรุงปารีส

paris

-โดดเดี่ยวแต่ไม่เดียวดาย-

เหตุที่เราเรียกเส้นทางนี้ว่า “โดดเดี่ยว” เพราะมีทางที่วิ่งผ่านพื้นที่ทางเหนือของแม่น้ำ Seine จากตะวันตกไปตะวันออกซึ่งส่วนใหญ่บริเวณต้นสายและปลายสายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย และถ้าสังเกตให้ดีสถานีหยุดของสายนี้ก็เป็นจุดที่แทบไม่มีเมโทรสายอื่นมาตัดเชื่อม ส่วนที่บอกว่า “ไม่เดียวดาย” ก็เพราะส่วนกลางของเส้นทางตัดตรงเข้าสู่ใจกลางเมืองพอดีกับ แหล่งชอปปิงที่ผู้คนแสนจะชุกชุมย่าน Opera National de Paris-Garnier

โรงแรมห้าดาว

โรงแรม Le Grand ที่อยู่บริเวณโรงละคร Opera บ้านโรงละคร National de Paris-Garnier นั้นเป็นโรงแรมเกรดเอที่มีค่าห้องแพงระยับ เหมาะสําหรับนักท่องเที่ยวทุนหนาและผู้คนระดับสูงเท่านั้น ภายในโรงแรมสิ่งที่พบทําให้เรารู้ว่าเป็นโรงแรมห้าดาวได้ทันที อย่างห้องอาหารสําหรับเสิร์ฟอาหารเช้ามีลักษณะเป็นโถงโปร่งสูงมีแสงสาดส่องเข้ามา จะเห็นแต่คนแต่งตัวเต็มยศผูกเนกไทใส่สูท หรือชุดสุภาพนั่งรับประทานอาหารอยู่ ชุดโต๊ะเก้าอี้ก็ดูดีมาก ยิ่งห้องพักที่อยู่ชั้นสูงๆ มีสกายรูฟ ราคาก็ยิ่งแพงกว่าหมื่นบาทต่อคืน

paris

แรงบันดาลใจ ที่ทําให้เกิด The Phantom of the Opera

เมื่อ Gaston Leroux ได้เห็นห้องใต้ดินอันสลับซับซ้อนของโรงละคร Opera จึงเกิดแรงบันดาลใจในการเขียนบทละครขึ้นมา บทละครนั้นก็คือ Le Fantome de l’ Opera หรือที่เรารู้จักกันในชื่อภาษาอังกฤษว่า The Phantom of the Opera ซึ่งเป็นเรื่องราวของชาย หน้าตาน่าเกลียดที่อาศัยอยู่ใต้โรงละครโดยไม่มีใครรู้ และเกิดหลงรักนักร้องสาวขึ้นมา เพลงดังในบทละครนี้ที่ Barbara Streisand นํามาร้องจนโด่งดัง มีชื่อว่า “All I Ask of you”

– ในฤดูร้อนเปิดเวลา 10.00-18.00 น.
– ในฤดูหนาวเปิดเวลา 10.00-17.00 น.
การเดินทาง นั่งเมโทรสาย 3 ลงที่สถานี Opera หรือนั่งเมโทรสาย 7 หรือ 8 ลงที่ สถานี Opera ได้เช่นเดียวกัน

เมื่อลงสถานี Opera ก่อนที่คุณจะเดินไหลไปตามกระแสคน อยากให้สังเกตป้ายทางออกให้ดี เนื่องจากสถานีนี้ค่อนข้างใหญ่ถ้าเดินตามคนอื่นอาจหลงทางได้ ดังนั้นให้มองดูว่า Sortie ที่เขียนว่า Opera นั้น ชี้ไปทางไหนหรือมีหมายเลขทางออกไว้หรือเปล่า ถ้าเห็นแล้วก็จําเอาไว้ให้ดีเพื่อจะได้ไม่หลงทาง

พอถึงทางออกที่มองเห็นหลังคาสีทองของโรงละคร Opera รําไร คุณจะต้องเดินขึ้นบันไดไปก่อน อย่าตกใจเพราะคุณจะมาโผล่ที่เกาะกลาง ถนน Boulevard des Capucines แล้วเบื้องหน้าจะเป็นโรงละคร Opera National de Paris-Garnier ที่ดูหรูหราอลังการ แบบที่ใครเห็นก็ต้อง ถามว่านี่คืออะไร เพราะรูปปั้นสีทองที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดตึกทําให้สถานที่นี้ดูไม่เหมือนสถานที่ราชการ แต่คล้ายพระราชวังมากกว่าแล้ว เหตุที่มาตั้งอยู่กลางเมืองที่ผู้คนมากหน้าหลายตาผ่านไปมาเกือบทั้งวัน ก็เพราะเป็นโรงละคร Opera ที่สร้างขึ้นในสมัยนโปเลียนที่ 3

โรงละคร Opera ของปารีสนั้นจะมีสองแห่ง คือโรงละคร Opera National de Paris-Garnier ซึ่งเป็นโรงละคร Opera ยุคเก่า และที่ Bastille ซึ่งเป็นโรงละคร Opera ยุคใหม่ โรงละคร Opera National de Paris-Garnier นี้จัดว่าเป็นแลนด์มาร์กที่สําคัญกลางกรุงปารีส นัก ท่องเที่ยวชอบมาเดินชอปปิงบริเวณนี้เพราะอยู่ใกล้ศูนย์การค้า ร้านแฟชั่น เสื้อผ้าชื่อดัง รวมทั้งร้านอาหารนานารสชาติ

สิ่งน่าสนใจ

โรงละคร Opera แห่งนี้จัดว่าเป็นโรงละครที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ แต่น่าเสียดายที่สามารถจุผู้ชมได้เพียง 2,200 คนเท่านั้น เนื่องจากพื้นที่ต่างๆจัดสรรไว้สําหรับเวทีที่ใหญ่โตและห้องใต้ดินสําหรับแต่งกาย ห้องเก็บชุดแสดง และห้องต่างๆอีกมากมาย แค่ห้องใต้ดินก็มีหลายชั้นและมีห้องเล็กห้องน้อยจนทําให้เราอดรู้สึกไม่ได้ว่าคนปารีสนั้นทํา อุโมงค์และห้องใต้ดินได้เก่งจริงๆ

ย่านโรงละคร Opera มีที่น่าเดินเล่นหลายแห่ง นอกจากไปร้านแบรนด์เนมหรูที่อยู่แถว Place Vendome แล้ว อาจจะเดินไปศูนย์การ ค้าอย่าง Galeries Lafayette หรือ Printemps หรือ Citadium ได้โดยเดินไปตามถนน Rue Halevy

ในวันที่อากาศดีบริเวณลานบันไดของโรงละคร Opera มักจะชาวปารีสและนักท่องเที่ยวมานั่งพักผ่อน พักเหนื่อยหลังการชอบบ พร้อมกับชมวิวของเมืองไปในตัว บางคนก็ใช้ลานนี้เป็นจุดนัดพบด้วย แวบแรกที่นั่งลงที่เชิงบันไดนี้ทําให้เรานึกถึงภาพการนั่งที่เชิงบันไดหน้า รองละครในเมืองโฮจิมินของประเทศเวียดนามขึ้นมาทันที ต่างกันตรงขนาดที่เล็กกว่าครึ่งและการตกแต่งก็ไม่อลังการเท่า ต้องเป็นเพราะ ฝรั่งเศสเคยครอบครองเวียดนามจึงทําให้ที่นั่นมีอะไรที่เป็นแลนด์มาร์กคล้ายๆ กัน

การจัดระเบียบเมืองปารีส

ในสมัยนโปเลียนที่ 3 เมืองปารีสเต็มไปด้วยซอกเล็กซอยน้อย (ถ้าคุณดูแผนที่จะเห็นว่าถนนในกรุงปารีสนั้น เหมือนใยแมงมุม ไม่ได้เป็นสามแยกสี่แยกแบบเรขาคณิตเหมือนบ้านเรา) ทําให้ควบคุมและปกครองยาก อีกทั้งสถานการณ์บ้านเมือง ยังไม่ค่อยน่าไว้วางใจรวมทั้งมีอาชญากรรมสูงขึ้นเรื่อยๆ นโปเลียนที่ 3 ซึ่งครอง อํานาจด้วยการปฏิวัติ จึงแต่งตั้งให้บารอน Haussmann จัดระเบียบเมืองปารีสขึ้นใหม่เพื่อให้การปกครองเป็นไปอย่างราบรื่น

ในปี ค.ศ. 1860 บารอน Georges Haussmann จึงจัดระเบียบเมืองปารีส โดยแบ่งออกเป็น 20 เขต (20 Arrondissements) ปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นนี้ ให้เขตที่อยู่ตรงกลางและมีความสําคัญที่สุดเป็นเขตที่มีตัวเลขน้อย อย่างพระราชวัง

Palais du Louvre นั้นอยู่ในเขต 1 และ Montmartre ที่อยู่ทางเหนือสุดอยู่ในเขต 18 วิธีที่เขาเรียงเขตนั้นถ้าสังเกตแผนที่เมืองปารีสให้ดีจะเห็นว่าใช้ลักษณะ การวนแบบก้นหอย โดยให้เขตที่สําคัญสุดเป็นศูนย์กลางแล้วหมุนตามเข็มนาฬิกาออกมา

การจัดระเบียบเมืองครั้งนี้มีการรื้อทุบทําลายตึกรามต่างๆมากมาย เพื่อให้เห็นอนุสาวรีย์และสถานที่สําคัญในวิวที่สวยงาม พร้อมกับปรับปรุงถนนให้กว้างขึ้น สร้างสวนสาธารณะเพิ่ม และริเริ่มสร้างสถานีรถไฟในปารีส ส่วนผลงานที่โดดเด่นก็คือการสร้างโรงละคร Opera กลางเมือง นับได้ว่าบารอน Haussmann เป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เพราะปรับปรุงเมืองปารีสให้เป็นเมืองนําสมัยก่อนใคร ซึ่งนอกจากความนําสมัยปารีสก็ยังคงหรูหราและมีคุณสมบัติเพียบพร้อมใน การเป็นเมืองใหญ่ด้วย

นอกจากการแบ่งเขตกรุงปารีสแล้ว (ที่เป็นแบบแผนให้เมืองใหญ่อื่นๆทั่วโลกนําไปใช้) บารอน Haussmann ยังจัดระเบียบที่อยู่อาศัยโดยอพยพคนมากกว่า 2 แสนคนออกจากบริเวณเมืองและหาที่อยู่ให้แถบชานเมือง โดยเฉพาะทางใต้ของเมืองปารีสเป็นเขตมหาวิทยาลัยจึงมีการอพยพผู้ยากไร้ในเขตนี้ออกไปทางเหนือของเมือง นั่นจึงเป็นที่มาว่าทําไมบ้านช่องทางเขตเหนือถึงเต็มไปด้วยบ้านที่ ซอมซ่อ ดูน่ากลัวและอาจตามมาด้วยอาชญากรรม

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet