Montmartre ณ กรุงปารีส ที่เที่ยวย่านลีลาอารมณ์แห่งศิลปะ

-ลีลาอารมณ์แห่งศิลปะ-

เมโทรสาย 2 วิ่งจาก Porte Dauphine ขึ้นไปทางประตูบับ Arc de Triomphe อ้อมไปทางเหนือตามเส้นทางซึ่งเคยเป็นที่พักของศิลปินยุค impressionism ในเun Montmartre อย่าง สถานี Place de Clichy ผ่านสถานี Pigalle ที่มี Moulin Rouge ผ่านไปยังสถานี Anvers ทางขึ้นไปโบสถ์ SacreCoeur โบสถ์รูปโถมรียาวเด่นของทางเหนือ และ Place du Tertre aานวาดรูปของศิลปินนิรนาม ผ่านเข้าไปในถิ่นที่อยู่ของชาว ต่างชาติและไปจบที่ Nation

-ย่าน Montmartre-

– โบสถ์ Sacré-Coeur เปิดเวลา 06.00-23.00 น.
– ใต้ถุนโบสถ์และโดม เปิดเวลา 09.00-18.00 น.
– การเดินทาง นั่งเมโทรสาย 2 ลงที่สถานี Anvers จากนั้นขึ้นลิฟต์ขึ้นไปด้านบน อย่าพยายามเดินเพราะจะเหนื่อยเกินไป หรือนั่งเมโทรสาย 12 ลงที่สถานี Abbesses

Montmartre เป็นสถานที่ที่เราคิดว่าน่าเดินเล่นและมีบรรยากาศโรแมนติกที่สุดในปารีสก็ว่าได้ เริ่มตั้งแต่การยืนหน้าโบสถ์ Sacr6-Ceur ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของเมืองปารีส เมื่อมองลงไปจะเห็นทิวทัศน์ของเมืองปารีสที่เหมือนอยู่ในแอ่งกระทะ อีกจุดที่น่าหลงใหลคือ Place du Tertre ที่อยู่ ไม่ไกลจากโบสถ์ ซึ่งเราเรียกกันว่า “ลานศิลปิน” เพราะจะมีศิลปินนิรนามมานั่งวาดรูปหลายแบบหลายสไตล์อยู่ที่นี่ ช่วงปลายฤดูหนาวจะมีนักท่องเที่ยวและศิลปินค่อนข้างบางตา แต่ก็มีร้านอาหารบรรยากาศ โรแมนติกเปิดอยู่ ซึ่งแตกต่างจากช่วงกลางวันหรือช่วงฤดร้อนที่แดดดี เพราะจะมีทั้งศิลปินและนักท่องเที่ยวเดินกันขวักไขว่ จนบริเวณนี้ดูมี

สิ่งน่าสนใจ

  • โบสถ์ Sacre-Coeur

เป็นจุดสูงสุดของเมืองปารีส (129 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล) ช่วงกลางคืนจะเห็นแสงไฟระยิบระยับ มีหอ Eiffel ตั้งตระหง่านท่ามกลางแสงไฟนีออนจากบ้านเรือน ในคืนวันศุกร์-เสาร์ หนุ่มสาวมักจะขึ้นมาชมวิวบนนี้กันมาก ในวันที่แดดดีช่วงลานลงเนินจากโบสถ์ Sacre-Coeur นั้นเต็มไปด้วยผู้คนที่มานอนอาบแดดราวอยู่บนชายหาด โดยมีวิวเมืองปารีสเป็นท้องทะเลอันสวยงาม

Montmartre

แต่ส่วนโดมที่เป็นสีขาวของโบสถ์ Sacr-Ceur นั้นถูกสร้างขึ้นภายหลังสงคราม Franco-Prussian (ซึ่งเป็นยุคมืดอีกครั้งของปารีส ต่อจากยุคปฏิวัติฝรั่งเศส) ซึ่งสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี ค.ศ. 1910 โดย สถาปนิกชื่อ Paul Abadie ที่มักออกแบบสิ่งก่อสร้างให้มีองค์ประกอบ ของโดมแบบไบแซนไทน์เสมอ ภายในโบสถ์จะเห็นคนจะมาจุดเทียนอธิษฐานต่อหน้านักบุญตามจุดต่างๆ นับเป็นภาพที่น่าชมจริงๆ น่าเสียดายที่เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปในโบสถ์ก็เลยได้แต่เก็บความรู้สึกยินดีไว้ในใจ

Montmartre

เมื่อออกมานอกโบสถ์คุณอาจไปที่ใต้ถุนโบสถ์หรือปืนขึ้นไปที่ยอด โดมเพื่อชมวิวอันงดงามของเมืองปารีสได้เหมือนกัน ที่จริงมุมสวยของเมืองปารีสมุมนี้เคยถูกถ่ายทอดไว้ในภาพยนตร์หลายเรื่อง ล่าสุดคือเรื่อง Annie ภาพยนตร์ฝรั่งเศสที่เข้าชิงรางวัลออสการ์ปี ค.ศ. 2002 โดยใช้ เป็นมุมโปรดของนางเอกเวลาที่เธอจินตนาการถึงผู้คนชาวปารีส

Montmartre ถิ่นศิลปินยุค impressionism

เขต Montmartre เคยเป็นที่อยู่ของศิลปินยุค ถิ่นศิลปินยุค impressionism ส่วนใหญ่แล้วยุคนี้ช่างเกิดมาน่าสงสารตรงที่แม้สุดท้ายจะมีชื่อเสียงโด่งดังแต่ก็ต้อง impressionism เริ่มต้นด้วยการอยู่อย่างอดๆอยากๆ กว่าจะได้รับการยอมรับบางคนก็เข้าวัยกลางคนหรือเสียชีวิตไปแล้ว ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าในยุคที่ศิลปะแบบ impressionism กําลังบูม ได้เกิดสงคราม Franco-Prussian ขึ้น ทําให้ศิลปินหลายคนต้องอพยพออกจากปารีส ไปใช้ชีวิตที่ลําบากมากๆในต่างเมือง

Montmartre

  • ร้านขายของที่ระลึกบน Montmartre

เราเดินขึ้นเนินไปตามโค้งสักพักก็เริ่มเห็นร้านขายของที่ระลึก ภาพวาดเลียนแบบภาพ พิมพ์ซ้ำของงานศิลปะจากศิลปินชื่อดัง ถ้าคุณถูกจัดอยู่ในจําพวกรักศิลปะแต่ไม่ถนัดสร้างสรรค์ นาทีแรกที่เห็นร้านเหล่านี้กรุณาใจเย็นไว้ก่อน ค่อยๆสังเกตให้ดีเพราะงานที่วางขายในแต่ละร้านนั้นมีทั้งเหมือน และแตกต่างกัน บางร้านจะเป็นงานพิมพ์ซ้ำที่ค่อนข้างเนี้ยบ บางร้านก็มีภาพแปลกๆ ที่สําคัญโปรดสํารวจราคาก่อนซื้อ

เราได้ลองสํารวจดูพบร้านหนึ่งที่หน้าร้านค่อนข้างมอซอ พอเดินเข้าไปข้างในค่อยๆใช้เวลาดูของรอบๆ ก็เจอโปสการ์ดงานโฆษณาเก่าๆ ยุค 50-60 เยอะทีเดียว รวมไปถึงงานฝากขายของศิลปินอิสระบางภาพก็น่าซื้อไปสะสม ส่วนเรื่องราคาเคยมีคนบอกว่าการหาซื้อภาพศิลปะสักชิ้น บางทีอย่าตีราคาว่าภาพนั้นแพงหรือถูก เพราะคุณค่าของงานที่แท้จริง ขึ้นอยู่กับคุณค่าทางจิตใจของผู้เป็นเจ้าของว่าชื่นชอบภาพนั้นมากแค่ไหน ด้วยเหตุนี้เราจึงพยายามหาภาพที่คิดว่ามีคุณค่าสําหรับเราอยู่นาน ในที่สุดก็ยังไม่พบเลยสักภาพ

  • Place du Tertre

จากร้านค้าเรามุ่งหน้ามาทางที่เห็นคนเดินเยอะๆ ตรงนี้เองที่เราได้พบกับ “ลานศิลปิน” หรือที่เรียกว่า Place du Terre เป็นลานกว้างมีต้นไม้อยู่รายรอบ ถัดออกมาเป็นแนวถนนเล็กๆ โอบล้อมด้วยร้านอาหารที่เป็นตึกสองสามชั้น ภายในบริเวณนี้จะพบศิลปินมากหน้าหลายตา หลากเชื้อชาติ นานาสไตล์ นั่งเรียงรายเต็มไปหมด พวกเขามาที่นี่เพื่อทั้งขายและแสดงผลงาน มีบางคนรับจ้างวาดรูป เหมือนให้เลย ทํานองเดียวกับที่บ้านเรา ราคาก็ไม่แพง แต่ถ้าอยากให้เขาวาดจริงๆ อย่าลืมดูฝีมือก่อนพร้อมถามค่าวาด อ้อ ตอนเป็นแบบให้ เขาวาดอย่าอายที่จะจัดแต่งผมเติมหน้าด้วยล่ะ

นอกจากลานศิลปินแล้วพื้นที่รอบๆ Place du Terre ก็มีร้าน อาหารต่างๆแทรกตัวอยู่ระหว่างร้านขายของที่ระลึก แต่มีอยู่ร้านหนึ่งที่มีตํานานมากกว่าร้านอื่นๆ คือร้าน La Mere Catherine ตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1793 ร้านนี้เป็นต้นแบบของร้านแบบ bistrot หรือ bistro

จากนั้นเราเดินฝ่าฝูงชนที่แออัดเนื่องจากมาเดิน นั่ง นอนอาบแดด ไปตามบันไดทางลงและสนามหญ้าที่เป็นทางลาดลงทางด้านหน้าของโบสถ์ Sacr6-Ceur พอลงมาถึงถนน เราก็เดินไปทางถนนด้านหน้า เพื่อขึ้นเมโทรที่สถานี Anvers ตลอดทางจะเป็นร้านขายผ้าและเสื้อผ้าราคาถูก เสื้อ กางเกง กระโปรง ราคา 3 ยูโร 5 ยูโรก็มี ผู้คนเลือกกันเต็มไปหมด แต่เมื่อเราเข้าไปดูก็รู้สึกคุ้นๆ เหมือนเสื้อผ้าแถวตลาดโบ้เบ้ บ้านเรา และคุณภาพก็ใช้ไม่ค่อยได้เท่าไหร่

ทีแรกเราไม่เข้าใจว่าทําไมคนแถวนี้ถึงได้แห่มาซื้อเสื้อผ้าราคาถูกที่ คุณภาพค่อนข้างแย่ แต่ไกด์ของเราอธิบายให้ฟังว่าทางด้านเหนือของปารีสนั้นส่วนใหญ่จะเป็นถิ่นที่อยู่ของคนอาหรับและแอฟริกัน ซึ่งมีฐานะยากจน และแถบนี้ยังมีอาชญากรรมมากมาย เสื้อผ้าราคาถูกเหล่านี้จึงมีไว้สําหรับขายผู้คนที่อาศัยในถิ่นนี้ ไกด์เราแนะนําว่าถ้าจะเดินเที่ยว ให้พยายามเดินตอนกลางวันจะปลอดภัยกว่า แต่ถ้าจะชม Moulin Rouge ในตอนกลางคืน ก็ควรรู้เส้นทางที่แน่นอน เพราะการพลัดหลง ในเขตนี้เป็นเรื่องอันตรายมาก

Monet ศิลปินตันแบบของยุค impressionism

Monet ศิลปินต้นแบบของยุค impressionism นั้นก็เคยเป็นนักวาดการ์ตูนล้อมาก่อน ช่วงที่เขาเข้ามาเรียนในโรงเรียนสอนศิลปะ Academie Suisse ในปารีส เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ขลุกอยู่ที่ร้าน Brasserie des Martyrs นั่งวาดการ์ตูนล้อให้กับคนที่ผ่านไปมา หาเงินประทังชีวิต เนื่องจากพ่อของเขาไม่เห็นด้วยกับ การเรียนศิลปะในโรงเรียนสอนศิลปะเล็กๆ แบบนั้น เขาจึงต้องหาเงินเลี้ยงตัวเองอยู่ระยะหนึ่ง

ก่อนครอบครัว Monet จะอพยพไปอยู่ที่ Le Havre ในนอร์มังดีนั้น เคยอาศัยอยู่ในปารีสที่บ้านเลขที่ 45 ถนน Rue Laffite ในเขต Montmartre ภาพวาดตัวเองของ Monet เช่นเดียวกับ Van Gogh ที่ถึงแม้เป็นคนเนเธอร์แลนด์ แต่เมื่อเข้ามาอยู่ที่ปารีส เขาก็ได้อาศัยอยู่ที่เขต Montmartre เหมือนกันที่อพาร์ตเมนต์เลขที่ 54 ถนน Rue Lepic ช่วงนี้เองที่เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ถ่ายทอด ภาพวาดของ Montmartre ออกมามากมาย ถ้าคุณได้เห็นภาพเหล่านี้จะต้อง บอกว่ามันช่างต่างจากภาพในปัจจุบันจริงๆ เพราะยุคนั้นเขต Montmartre เต็มไปด้วยกังหันลม ว่ากันว่ามีมากถึง 30 ตัว เนื่องจากแถบนี้เป็นพื้นที่สูงสามารถใช้เป็นแหล่งปลูกผักทําสวนได้ดี จนเมื่อเมืองปารีสขยายตัวมากขึ้นทําให้พื้นที่ปลูกผักเหล่านั้นแปรสภาพ กังหันจึงถูกทําลายไปเหลืออยู่เพียงสองตัวคือ Moulin Rouge และ Moulin de la Galette เท่านั้น

Moulin Rouge lucru Pigalle

-แต่งกายสุภาพ ห้ามเด็กต่ำกว่าอายุ 6 ขวบเข้าชม
-ดินเนอร์ตั้งแต่ 19.00-21.00 น. ต้องมาก่อนเวลา 30 นาที
– การแสดงมีสองรอบ เวลา 21.00 น. และ 23.00 น.
– การเดินทาง นังเมโทรสาย 2 ลงที่สถานี Blanche

บริเวณนี้ที่จริงก็ไม่ได้ห่างจากสถานี Anvers สักเท่าไหร่ จึงเป็นไปได้ว่าถ้าตั้งหลักจากสถานี Anvers ให้หันหน้าไปทาง Montmartre ทางซ้าย มือของคุณนั่นแหละคือเส้นทางที่เดินมาสู่ย่าน Pigale หรือจะลงที่สถานี Blanche ก็ได้ ขึ้นมาบก็ใช่เลย

ใครๆมักจะเรียกย่าน Pigalle ว่าเป็นย่านพัฒนพงษ์ของปารีส เนื่องจากมีร้านเซ็กซ์ชอปให้เลือกชมมากมาย และยังมีคลับบาร์พร้อม ทั้งหญิงบริการยืนรอแขกในยามค่ำคืนด้วย ถ้าหากเรามาเดินย่านนี้ เวลากลางวันจะค่อนข้างเงียบเหงามากเพราะร้านบาร์ต่างๆยังไม่เปิด ต้องรอตะวันตกดินก่อนจึงจะเริ่มคึกคัก

ชื่อ Montmartre มีที่มา…

มีเรื่องเล่ากันว่า ในเขต Montmartre ตรงที่ มีที่มาเป็นจุดสูงสุดของเมืองเคยมีชื่อว่า Mont de Mecure จนปี ค.ศ. 262 ได้มีบิชอปของศาสนาคริสต์องค์หนึ่งออกมาทําลายความเชื่อ เกี่ยวกับเทพเจ้ากรีก เนื่องจากบรรพบุรุษของฝรั่งเศสบูชาดวงอาทิตย์และจะอุทิศให้กับเทพเจ้าเมอร์คิวรี่หนึ่งในเทพเจ้ากรีก เขาจึงถูกนํามาตัดศีรษะที่ตรงนี้ (ต่อหน้าดวงอาทิตย์) แต่ในยุคต่อมาบิชอปองค์นี้ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นนักบุญ มีชื่อว่า Saint Denis ที่นี่จึงถูกเปลี่ยนชื่อจาก Mont de Mecure มาเป็น Montmartre ซึ่งแปลว่า Hill of Martyr (เนินเขา ของผู้เสียสละ) เพื่อเป็นเกียรติแก่ Saint Denis

สิ่งน่าสนใจ

  • Moulin Rouge

ตั้งอยู่เลขที่ 82 ถนน Boulevard de Clichy ยามกลางวันที่นี่ค่อนข้างเงียบ มีเพียงบรรดานักท่องเที่ยวที่มาเป็นหมู่คณะหยุดยืนดูเพื่อถ่ายภาพเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งตรงหน้าทางเข้าจะมียามยืนเฝ้าอยู่เงียบๆ แต่เราสามารถเดินเข้าไปดูภาพโปสเตอร์การแสดงที่ติดอยู่ตามผนังพอเป็นไอเดียในการเข้าชมได้ ที่น่าสนใจคือเป็นโปสเตอร์แบบสามมิติ พอโดนแสงไฟที่สาดส่องทําให้เราวาดภาพการ แสดงที่อลังการได้ทันที จริงๆแล้วที่นี่มีชื่อเสียงเพราะโชว์ที่แสดงนั้น เป็นที่กล่าวขวัญถึงจนหลายคนอยากจะมาชม ช่วงกลางคืนจึงมีคนมารอดูกันเนืองแน่น คิดว่าพอๆกับการไปดูระบําเปลือยอกที่ Lido และ เนื่องจากเป็นสถานที่เก่าแก่ที่มีตํานานจึงทําให้ชื่อเสียงของ Moulin Rouge ยังคงเป็นที่พูดถึงอยู่

Moulin Rouge เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1885 ก็ประมาณ สมัยรัชกาลที่ 5 ของเรา ถ้าคุณมีโอกาสดูหนังเรื่อง Moulin Rouge คุณก็คงพอได้ไอเดียว่าสถานที่แห่งนี้มีตํานานมายาวนานเพียงใด

  • พิพิธภัณฑ์ Musee de I’Erotisme

– เปิดทุกวัน เวลา 10.00-02.00 น.

บนถนนเดียวกันนั้น ถ้าคุณยังไม่ง่วงจนเกินไปแล้วอยากชมพิพิธภัณฑ์อีก ก็จะมีอยู่แห่งหนึ่งที่เปิดให้เข้าชมตึกที่สุด ชื่อว่าพิพิธภัณฑ์ Musee de l’Erotisme หรือแปลเป็นภาษาไทยตรงๆ ก็คือพิพิธภัณฑ์แห่งตัณหา ด้านหน้าจะเป็นห้องเล็กๆ เหมือนกับห้องเสื้อทั่วไป เพียงแต่มีภาพวาด ของผู้หญิงเปลือยหลังขนาดใหญ่ติดให้เห็นเด่นชัด ภายในมีรูปภาพหรือ รูปปั้นต่างๆถ่ายทอดในลักษณะที่เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง แต่หนักไปทางเรื่องเพศสัมพันธ์ของผู้หญิงผู้ชาย ทําให้เราอดทิ้งไม่ได้ที่ปารีสสามารถ สร้างสรรค์พิพิธภัณฑ์สําหรับทุกอย่างจริงๆ แล้วที่น่าสนใจก็คือพิพิธ ภัณฑ์แห่งนี้ไม่ได้ปรากฏอยู่ในรายชื่อพิพิธภัณฑ์ที่คุณสามารถเข้าเยี่ยมชมได้โดยใช้ Museum Card

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet