ชมความวิจิตรงดงามของพระราชวังแวร์ซายส์ (Versailles) ต้นแบบสถาปัตยกรรมสุดอลังการ

แวร์ซายส์ (Versailles) หนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวเกือบทั้งหมดที่ไปเที่ยวปารีส แวร์ซายส์เป็นที่สุดของที่สุด เป็นต้นแบบความอลังการและความเวอร์ทั้งหลาย เป็นแรงบันดาลใจให้แก่ชาโตและพระราชวังน้อยใหญ่ทั่วทั้งยุโรปและลามเลยออกไปนอกทวีป

จุดเริ่มต้นของแวร์ซายส์นี้เป็นเพียงที่พักล่าสัตว์ของพระเจ้าแผ่นดินในรัชกาลก่อนพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นกระท่อมหลังน้อย อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของปารีส เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทอดพระเนตรเห็น “แวว” ที่จะชุบชีวิตกระท่อมน้อยหลังนี้ได้ทรงมิรังรอ แม้พื้นที่จะมีภูมิประเทศเป็นหนองน้ำเละๆ เสียส่วนใหญ่ ยากแก่การก่อสร้าง พื้นที่ตรงนี้ไม่มีข้อเด่นด้านใดเลย ไม่มีวิว ไม่มีแนวป่า แต่ด้วยความที่ต้องการประกาศให้รู้ว่าโลกนีใครใหญ่ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จึงทรงเนรมิตรแวร์ซายส์ให้เป็นที่เลื่องลือข้ามศตวรรษมาจนทุกวันนี้ เมื่อสร้างแวร์ซายส์แล้วทรงย้ายราชสํานักออกมาจากลูฟวร์ จวบจนสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 อันเป็นจุดจบของราชวงศ์บูร์บง พระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสไม่ได้มีโอกาสกลับไปครองเมืองที่ปารีสอีกเลย

เมื่อครั้งที่แวร์ซายส์เป็นศูนย์กลางการปกครองของฝรั่งเศสนั้น มีคนอยู่อาศัยที่วังแห่งนี้เป็นเรือนหมื่น แวร์ซายส์จึงเป็นเหมือนเมืองเล็กๆเบ็ดเสร็จในตัวเอง ความเป็นที่สุดของที่สุดของแวร์ซายส์ นั้นเริ่มที่สุดยอดนายช่าง 3 คนที่พระเจ้าหลุยส์ทรงไปจ๊กมาจากคนอื่นอีกที่ 3 นายช่างที่ว่านี้คือ หลุยส์ เลอ โว (Louis le Vau) เป็น สถาปนิก เลอ โนเตรอะ (Le Notre) ภูมิสถาปนิก และชาร์ลส์ เลอ เบริง (Charles Le Brun) ช่างวาดและตกแต่งภายใน

ห้องกระจก (La Galerie des Glaces)

ห้องนี้เป็นอีกตัวอย่างที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทําให้โลกตระหนักว่า นอกจากทรงใหญ่แล้วยังทรงเจ้งอีกด้วย ก่อนหน้าที่จะทําแวร์ซายส์ฝรั่งเศสยังผลิตกระจกเงาเองไม่ได้ ต้องซื้อจากเวนิส พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กับโคลแบร์ทขุนคลังคู่พระทัยใช้เล่ห์เหลี่ยมเพทุบายไปหลอกล่อเอาช่างกระจกมาไว้ที่ฝรั่งเศส เมื่อก่อนนั้นช่างเหล่านี้มีค่าต่อเศรษฐกิจของแต่ละเมืองอย่างมหาศาล เป็นที่หวงแหนกันนักหนา ถ้าช่างคนไหนไม่รักดีหนีไปฝักใฝ่ฝ่ายอื่นจะต้องโทษรุนแรง ถ้าตัวไม่อยู่ครอบครัวจะต้องรับแทน ถ้าไม่เหลือใครคอยรับโทษ ตัวช่างก็จะถูกตามล่าฆ่าทิ้งเพื่อไม่ให้ความลับรั่วไหล มิใยที่พระเจ้าหลุยส์ยังหลอกมาได้ตั้งหลายคน ห้องกระจกนี้ทําด้วยกระจกที่ผลิตในฝรั่งเศสล้วนๆ มีหลายบานที่ยืนยาวมาจากศตวรรษที่ 17  ห้องนี้จึงมิเป็นเพียงตัวแทนความสําเร็จทางอุตสาหกรรม หากแต่ยังเป็นเครื่องชี้ความปราดเปรื่องทางกุศโลบายด้านอื่นๆของพระเจ้าหลุยส์ผู้ยึดพระอาทิตย์เป็นตราประจําพระองค์ บริษัททํากระจกที่เปิดกิจการเพื่อแวร์ซายส์ปัจจุบันยังคงประกอบการอยู่ นับว่าเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการต่อเนื่องกันยาวนานที่สุดในยุโรป และยังเป็นบริษัทที่ผลิตกระจกให้พีระมิดที่หน้าลูฟวร์อีกด้วย

ลานน้ำพลาโทน (Bassin de Latone)

อ่างน้ำพุที่เป็นสีทองอร่าม หนึ่งในหลายน้ำพุที่ตกแต่งอยู่ในสวนของชาโตสุดเวอร์แห่งนี้ แม้ไม่ได้นําคู่มือท่องเที่ยวไปด้วย แต่เมื่อเห็นน้ำพุทองนี้ขอให้รู้ทันทีเถิดว่านี่คือหนึ่งในฝีมือของเลอ โนเตรอะ ผู้ออกแบบสวนที่มหัศจรรย์ที่สุดคนหนึ่งในโลก

น้ำพุอาพอลโล (Bassin d’Apollo)

เมื่อเดินออกจากตัวพระราชวังมาทางสวน ไม่มีทางพลาดน้ำพุอาพอลโลซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางลานนี้ได้ สัดส่วนของตัวน้ำพุกับตัวอ่างและลีลาการพ่นน้ำทําให้คนมาเที่ยวหลงคิดว่าได้หลง เข้าไปอยู่ในวิมานจําลอง ทางเดินตรงนี้เรียกว่า “ทางพระอาทิตย์” หรือ La Course du Soleil โปรดสังเกตว่าเรื่องราวในสวนของแวร์ซายส์นี้ ตัวละครมักเกี่ยวข้องกับพระอาทิตย์ ไม่ว่าจะเป็นเทพอะพอลโลหรือลาโทนา พระมารดาของเทพแห่งพระอาทิตย์องค์นี้เพราะพระอาทิตย์เป็น สัญลักษณ์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14

ตริยานงน้อย (Petit Trianon)

พระที่นั่งตริยานงหลังน้อยนี้เป็นเหมือนพระตําหนักส่วนพระองค์ คนที่ทําให้ตริยานงมีชื่อเสียงขึ้นมาเห็นจะหนีพระนางมารี อังตัวเนตไม่พ้น พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงพระราชทานให้เป็นของขวัญเพื่อใช้เป็นที่หลบหนีความวุ่นวายในราชสํานัก ความจริงแล้วเปตีตตริยานงนี้เป็นขนาดเล็กๆ ที่ให้ความอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน ตรงกันข้ามกับแวร์ซายส์ที่ใหญ่โตเกินจริง หลายครั้งที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ต้องส่งคนไปทูลเชิญพระมเหสีให้กลับ “บ้าน” ที่แวร์ซายส์ เพราะฉะนั้นไม่ควรพลาดไปชมว่าอะไรดึงดูดให้พระนางมารี อังตัวเนตติดใจถึงกับลืมแวร์ซายส์ไปเลย

ตริยานง (Grand Trianon)

พระเจ้าหลุยส์ทั้งหลายช่วยกันสร้างให้เป็นที่อยู่ของ “ครอบครัว” ขนาดนั้นใหญ่โตสโมสรสมกับเป็นบ้านเจ้าจริงๆ ความจริงกรองด์ ตริยานงนี้ก็น่ารักและมีรายละเอียดที่น่าสนใจอยู่มาก ที่เด่นที่สุดน่าจะเป็นสวนและลานดอกไม้ที่อยู่รอบๆ

โรงนา (Petit hameau)

หนึ่งในเหตุผลที่ทําให้คนสมัยนั้นเกลียดพระนางมารี อังตัวเนต มากกว่าที่กําลังเกลียดอยู่ เมื่อทรงพิเรนทร์อยากได้โรงนาไว้เลี้ยงแกะ เลี้ยงไก่ รีดนมวัว ย่อมแน่นอนว่าโรงนานี้ไม่ใช่โรงนาธรรมดา เพราะฉะนั้นค่าก่อสร้างย่อมไม่ใช่ฟรังก์สองฟรังก์ นึกเปรียบกลับไปว่าเงินจํานวนเดียวกันนี้สามารถนําไปให้ชาวนาตัวจริงซื้อเป็ด ไก่ ห่าน บรรดามีมาซื้อจะยังประโยชน์เสียมากกว่าการเล่นสนุก การไปแวะชมโรงนาแห่งนี้รับรองว่าจะพาจินตนาการโลดแล่นกลับไปในสมัยก่อนปฏิวัติฝรั่งเศส ถึงขั้นอาจเห็นมารี อังตัวเนตมานั่งรีดนมให้ดูก็เป็นได้

ถ้าวางแผนไปแวร์ซายส์ควรกําหนดวันให้เป็น 1 วันต่างหาก ไม่รวมกับรายการอื่น ความใหญ่โตโอฬารของพระราชวังและสวนโดยรอบมิสามารถเดินดูหมดได้ในเวลา 2-3 ชั่วโมง ควรกะเวลาให้ถึงแวร์ซายส์ประมาณ 09.00 น. ไม่เกิน 10.00 น. ถ้าเลือกได้ให้มาวันธรรมดาเพื่อหลีกเลี่ยงความ จอแจ โดยระหว่างพระราชวังกับพระที่นั่งตริยานง (Trianon) มีรถไฟขบวนเล็กจัดไว้บริการคนเดินไม่ไหว นอกจากตัวพระราชวังและสวนสวยแล้วแวร์ซายส์ยังจัดการแสดงไว้ตรึงใจคนไปเที่ยวยิ่งขึ้นไปอีก เช่น รายการแสดงดนตรี มีทุกวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดราชการ มีการเปิดน้ำพุประกอบ เพลง (มีข้อแม้ว่าถ้าน้ำไม่แล้ง) เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนถึงปลายเดือนกันยายน

ค่าเข้าชม : ค่าเข้าชมสวนและดนตรี 7 ยูโร สําหรับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือหมู่คณะเกิน 30 คน ค่าเข้าคนละ 5.5 ยูโร, ค่าเข้าชมระหว่างวันที่ 3 เมษายน ปลายเดือนตุลาคมคน ละ 20 ยูโร วันธรรมดา 25 ยูโร วันหยุดและวันเสาร์-อาทิตย์ รวม ค่าชมดนตรีและน้ำพุ, ค่าเข้าชมระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน – 2 เมษายนคนละ 16 ยูโร, ค่าเข้าชมพระราชวังคนละ 13.50 ยูโร หลังเวลา 16.00 น. (ระหว่างวันที่ 3 เมษายน – 31 ตุลาคม) คนละ 10 ยูโร และหลังเวลา 15.00 น. (ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน – 2 เมษายน) คนละ 10 ยูโร

ตั๋วเข้าชม : มีตั๋วแบบ one-day pass ราคา 25 ยูโร (16 ยูโร หน้าหนาว) ใช้เข้าได้ทุกที่ ซื้อตั๋วได้ที่เคาน์เตอร์ SNCF, FNAC และหน้า Versailles

เวลาเปิด-ปิด : ปิดทุกวันจันทร์ เดือนพฤษภาคม-เดือนกันยายน เวลา 09.00 – 18.30 น. เดือนตุลาคม-เดือนเมษายน เวลา 09.00 – 17.30 น. ตั๋วที่หน้าประตูขายจนถึงเวลา 15.00 น. เท่านั้น ออกจากปารีสไปแวร์ซายส์ได้ 3 ทางคือ รถไฟ RER สาย C ไปทาง Versailles-Rive Gauche Chateau สถานีนี้อยู่ใกล้แวร์ซายส์ที่สุด ใช้เวลาเดินไปชาโต ประมาณ 10 นาที, ทางVersailles-Chantiers รถไฟ SNCF ไปทาง Versailles-Rive Droite และรถเมล์สาย 171 ไปทาง Versailles-Place d’Armes ออกจากสถานี Pont de Sevres ส่วนรถยนต์ ใช้มอเตอร์เวย์สาย A13 ไปทาง Rouen ใช้ทางออก Versailles Chateau จอดรถที่ Place d’Armes เสร็จแล้วอย่าลืมจ่ายค่าจอดรถ

เช็ครายละเอียดเพิ่มเติม : www.chateauversaillesspectacles.fr