มงมาร์ต (Montmartre) หมู่บ้านเล็กๆในเมืองใหญ่อย่างปารีส

มงมาร์ต (Montmartre)

การเดินทาง : เมโทรสาย 12 ลงที่สถานี Abbesses

มงมาร์ตเปรียบเหมือนหมู่บ้านเล็กๆในเมืองใหญ่อย่างปารีส การเดินดูหมู่บ้านน้อยๆนี้อาจต้องวางแผนให้รัดกุมเพื่อที่จะเดินได้ทั่วถึง ขึ้นเมโทรสาย 12 Mairie dissy-Porte de la Chapelle ลงที่สถานี Abbesses ซึ่งน่าจะเป็นสถานีที่อยู่ลึกที่สุดในปารีส เพราะต้องเดินขึ้นบันไดหลายชั้นอยู่ ระหว่างทางขึ้นจากเมโทรจะมีรูปวาดไว้ให้ดูเพลินๆเต็มผนัง แต่ถ้าคิดว่าไม่เพลินแน่อยากแนะนํา ให้ใช้ลิฟต์เพื่อประหยัดพลังงานไว้ปีนเขาต่อไป เมื่อขึ้นมาถึงทางเข้าสถานีนี้แล้วอย่าลืมถ่ายรูปร่วมกับซุ้มทางเข้าที่เป็นศิลปะแบบอาร์ต นูโว ออกแบบโดยเฮคเตอร์ กีมาร์ด (Hector Guimard) ซึ่งมีเหลือไม่มากแล้วในปารีส

ระหว่างทางจากสถานีเมโทรมาจนถึงปลาซ แซงต์ ปิเอร์ (Place St. Pierre) อันเป็นลานหน้าโบสถ์นั้นมีร้านรวงไว้ดึงดูดความสนใจมากมาย ใคร่อยากเลี้ยวไหนจงเลี้ยว อยากแวะไหนจงแวะ แต่ต้องไม่ลืมกําหนดทิศทางว่าไปทางไหน ไม่งั้นจะเดินวนไปวนมาได้ ร้านค้าแถวนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวน่าสนใจ ข้าวของที่วางขายมิได้หรูหราแต่เป็นของติดดินที่ชาวบ้านร้านถิ่นแถวนั้นใช้จริงในชีวิตประจําวัน เป็นอารมณ์ที่มีร้านขายคีช (Quiche) ที่อุดมไปด้วยเนยนมตีคู่อยู่กับร้านขายผ้า เป็นต้น

เมื่อเดินมาถึงปลาซ แซงต์ ปิเอร์แล้วอยากนั่งรับประทาน อาหารเที่ยงก่อนขึ้นไปไหว้พระในโบสถ์ก็ย่อมจะดี ตรงนี้มีร้านอาหารให้เลือกหลายร้าน หน้าร้อนมีโต๊ะให้เลือกที่ริมทางเดิน คาเฟในปารีสทั่วไปอาหารคล้ายๆกันเกือบทุกร้าน ราคาก็ไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไหร่ ไม่สามารถตัดสินได้ว่าเจ้าไหนเด่นกว่าหรือด้อยกว่า ที่สําคัญคือที่นั่งหายากมาก ขอแนะนําให้ไปก่อนเที่ยงเพื่อหลีกเลี่ยงความจอแจ

การขึ้นโบสถ์นั้นมี 3 ทาง

  1. ใช้เคเบิ้ลคาร์หรือ Funiculaire รถรางนี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบขนส่งมวลชนปารีส จึงสามารถใช้ตั๋ววันได้
  2. เดินขึ้นจากบันไดหน้าโบสถ์ ทางนี้ไม่ซับซ้อนแต่อย่างใด บันไดขาวๆเดินเลี้ยวไป-เลี้ยวมาก็ถึงแล้ว
  3. เดินขึ้นบันไดบนถนนโฟยาติเอร์ (Rue Foyatier) ที่อยู่ทางซ้ายของรถราง เป็นบันไดที่มีคนถ่ายรูปไว้มากที่สุดในปารีสเพราะความร่มรื่นหรือสูงชันก็สุดจะเดา ที่เชิงบันไดนี้มีคาเฟ่เล็กๆดูไม่เด่นอยู่ร้านหนึ่ง เป็นที่ถ่ายหนังเรื่องโรนินที่โรเบิร์ต ดิ เนโรนําแสดงเมื่อหลายปีมาแล้ว นอกจากนี้ยังมีหนังอีกนับเรื่องไม่ถ้วนที่ถ่ายทําที่บันไดนี้หรือเชิงบันไดนี้หรือยอดบันไดนี้ เมื่อมาถึงยอดบันไดแล้วน่าจะเริ่มเดินจากบาซิลีค ดู ซาคา เคอร์ (Basilique du Sacre-Coeur) ก่อน

เมื่อนึกถึงมงมาร์ต สิ่งแรกที่คนส่วนใหญ่จะหลับตาเห็นภาพคือโบสถ์สีขาวตระหง่านอยู่บนเนินเขาบาซิลีค ดู ซาค เคอร์ (Basilique du Sacre-Coeur) แปลง่ายๆว่าโบสถ์พระหฤทัย ที่นี้มีหอระฆังซึ่งเป็นที่ตั้งของลา ซาโวยาร์ด (La Savoyarde) ระฆังใบใหญ่ที่สุดในโลก โบสถ์นี้สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1914 สถาปนิกผู้ออกแบบคือ พอล อบาดิล (Paul Abadil) เป็นโบสถ์หลังคาโค้งๆ สีขาวที่แตกต่าง จากโบสถ์และวิหารดังๆ อย่างนอเตรอะ ดาม หรือแซงต์ ลา ชาแปล มองปราดเดียวโดยไม่ต้องอาศัยตาของผู้ชํานาญก็รู้ว่านี่คือ บาซิลีค ดู ซาคเคอร์ เนื่องจากมงมาร์ตแทบจะเป็นที่เดียวในปารีสที่อยู่บนที่สูง บางครั้งจึงเรียกบริเวณนี้ว่า “หลังคาของปารีส” วิวของปารีสเมื่อมองจากจุดนี้จึงน่าสนใจไม่แพ้วิวที่มองจากหอไอเฟลเลยทีเดียว ถ้าลานหน้าโบสถ์ยังสูงไม่พอ ในโบสถ์มีบันไดไว้ให้ปีนขึ้นไปจนเกือบถึงยอดจะได้ดูวิวกันให้ชัดๆกันไป

เมื่อออกจากโบสถ์แล้วให้เดินไปบนถนนอาเซส์ (Rue Azais) แล้วเลี้ยวขวาบนถนนแซงต์ อีลูแธร์ (Rue St. Eleuthere) ก็จะถึงปลาซ ดู แตร์ต (Place du Tertre) สมัยก่อนนี้มงมาร์ตจัดว่าเป็นบ้านนอกคอกซื้อเป็นที่ทําสวน ทําไร่ เพราะอยู่ที่สูงจึงมีกังหันลมไว้วิดน้ำอยู่ทั่วไปก่อนที่จะกลาย เป็นถิ่นที่อยู่ของจิตรกรชื่อดังคับโลกอย่างปีกาสโซ (Picasso) เรอ นัวร์ (Renoir) แวนโกห์ (Van Goh) จนกลายเป็นแหล่งกําเนิดของอิมเพรสชั่นนิสต์ในศตวรรษที่ 19 มงมาร์ตนี้อยู่ในเขต 18 คิด ดูแล้วกันว่าห่างไกลขนาดไหน เมื่อก่อนโน้นการจะเข้าไปยังใจผักของปารีสแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องสนุก จิตรกรซเหมาทั้งหลายเลือกมา อยู่มงมาร์ตเพราะความที่มันถูก แต่พอจิตรกรทั้งหลายเกิดดังขึ้นมา ที่อยู่ที่ทํากินของคนพวกนี้ก็กลายเป็นทองไป ปลาซ ดู แตร์ตนี้เป็นถิ่นที่จิตรกรมานั่งวาดรูปกันเต็มลาน แถมรอบลานนี้กลายเป็นแหล่งรวมร้านอาหารสําหรับนักท่องเที่ยวไปแล้วด้วยเช่นกัน คาเฟ่ที่เก่าแก่ที่สุดในมงมาร์ตอยู่บน ปลาซ ดู แตร์ตนี่แหละ มองหาลา เมร์ คาเธอรีน (La Mere Catherine)

Place du Tertre เปิดบริการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1793 ตาม ตํานานยังว่าอีกว่าคาเฟนี้เป็นที่เกิดของคําว่า “บีสโตร” ซึ่งดั้งเดิม เป็นภาษารัสเซียแปลว่า “เร็ว” เรื่องราวก็คือทหารรัสเซียหัวหน้าสั่น ร้องตะโกนเร่งแม่ครัวให้ยกอาหารมาเร็วๆหน่อย จากนั้นมาบีสโตร (Bistro) ก็ถือกําเนิดเกิดเป็นร้านอาหารที่ขั้นตอนรวบรัดกว่าภัตตาคาร

ถ้าเคยดูหนังฝรั่งเศสน่ารักๆเรื่องเอมิลี่ (Amelie) แล้ว อยากรู้ว่าร้านกาแฟที่เอมิลี่ทํางานนั้นอยู่ที่ไหนต้องแวะไปที่ร้าน คาเฟ เด เดอซ์ มูแลงส์ (Café des Deux Moulins) อยู่ที่เลขที่ 15 ถนนเลพิค (Rue Lepic) ในเขต 18 นี้เหมือนกัน นอกจากแกลเลอรีที่มีเกลื่อนเขา ร้านขายของที่อยู่ในละแวกนี้มีของกระจุกกระจิกกิ๊บเก๋ให้เลือกมากมาย และมีจุดที่น่าสนใจอีกหลายแห่งเช่น มูแลง รูช (Moulin Rouge) ที่โด่งดัง แต่กังหันลมอันที่อยู่ในรูปเขียนของเรนัวร์ นั้นคือ มูแลง เดอ ลา กาเลต (Moulin de la Galette) อยู่ที่เลขที่ 1 Ave Junot

มงมาร์ตไวเนอรี่ (Montmartre Winery) ไร่องุ่นแห่งสุดท้ายของปารีสอยู่บนถนนแซงต์ แวงซองต์ (St. Vincent) กับถนน เดซอล (Rue des Saules) มีเทศกาลไวน์ทุกวันเสาร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปี หากมีเวลาขอแนะนําให้นั่ง Montmartrobus ขึ้นได้ 2 ที่คือ Marie du 18e Jule Joffrin หรือสถานีปิกาล (Pigalle) รถจะวิ่งผ่าน Montmartre Winery ผ่านโบสถ์ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในหมู่บ้านนอกเมืองปารีส นั่งไป นั่งกลับใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง