เที่ยวเลอ การดีเยร์ ลาแดง และฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซน สวนสวยสุดโรแมนติกของปารีส

เลอ การดีเยร์ ลาแดง และฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซน (Le Quartier Latin et Rive Gauche)

การเดินทาง : เขต 5 และ 6 เมโทรสาย 4 สถานี St. Michele

การ์ติเยร์ ลาแตงบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยเมื่อโรมันครองเมือง ซอกเล็กซอยน้อย ถนนหนทางที่ปูด้วยหินก้อนหนาๆยังมีปรากฏให้เห็นอยู่มาก ทําให้เผลอนึกไปได้ไม่ยากว่ากําลังหลุดยุคเข้าไปอยู่ในศตวรรษก่อนๆ ถ้าเพียงไม่ได้เหลือบไปเห็นป้ายแมคโดนัลด์หรือร้านเดอะ แก๊ป (The Gap) ที่บ่งบอกถึงทั้งสัญชาติและการรุกทางเศรษฐกิจอย่างนิ่มๆของชาวนกอินทรีที่ทําให้อารมณ์ขาดช่วงเอาได้ง่าย

ฝั่งซ้ายของแม่น้ำเป็นพื้นที่ของโบสถ์และโรงเรียน เป็นศูนย์รวมของเหล่าครูอาจารย์ นักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลายที่ใช้ภาษาลาตินในการสื่อสาร จึงเกิดเป็นที่มาของชื่อ Le Quartier Latin จวบจนถึงสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ทรงย้ายออกไปอยู่ทางฝั่งซ้ายของแวร์ซายส์มีความสําคัญในฐานะที่เป็นศูนย์กลางแห่งการศึกษาได้ถดถอยลงไป

สถานที่สําคัญในแถบนี้คือซอร์บอน (Sorbonne) มหาวิทยาลัยแห่งปารีส วิทยาลัยน้อยใหญ่หลายแห่ง สวนลุกเซมบวร์ก (Jardin de Luxembourg) พาเล เดอ ลุกเซมบวร์ก (Palais de Luxembourg) ปองเตอง (Pantheon) การ์ติเยร์ ลาแตงนี้อยู่ในเขต 5 เป็นเขตที่ยังมีซอกเล็กซอยน้อยหลุดพ้นเงื้อมมือของบารอนเฮาส์มันมาได้ นอกจากสถานที่สําคัญเหล่านี้แล้วย่านลาแตงทั้งย่านยังเป็นหัวใจห้องหนึ่งในประวัติศาสตร์อันยาวนานของปารีส ไม่ว่าจะเป็นถนนบุคซี่ ตลาดสดบนถนนนี้ ร้านหนังสือเช็คสเปียร์แอนด์ คัมพานี (Shakespeare and Co) บนถนนเดอ ลา บูเชอรี (Rue de la Bucherie) ที่อยู่ตรงข้ามนอเตรอะ ดาม หรือร้านหนังสือมือสองที่ไม่ได้มีชื่อฮิตติดตลาดที่อยู่ไม่ไกลกัน หรือร้านบัลซาร์ (Balzar) ที่มีซุปหัวหอมขึ้นชื่อ เคยเป็นและยังเป็นที่นัดพบของเหล่าผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย หากร้านนี้เป็นคนคงจะเป็นร้านที่คงความรู้มากที่สุดร้านหนึ่งทีเดียว

ในเขต 6 ที่แยกจากกันแทบไม่ออก มีร้านรวงแสนสวยบนถนนแซงต์ แชร์แมง (Boulevard St. Germain) เช่น ร้านเคนโซ่ (Kenzo) คาร์แทล (Kartel) หรือร้านของเก่ามีระดับกับร้านขายของ ตกแต่งบ้านที่จะหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วในโลกทําให้เขตนี้เป็นย่านช้อปปิ้งที่ไม่ควรพลาด ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่ว่าคงเห็นแล้วว่าการ์ติเยร์ ลาแตง และ เขต 6 นี้เป็นหนึ่งในรายการเดินที่พลาดไม่ได้

เริ่มเส้นทางนี้ที่สะพานดูแนลล์ (Pont de la Tournelle) ที่ เพิ่งข้ามมาจากเกาะแซงต์ หลุยส์ ข้ามมาแล้วจะเลี้ยวซ้ายเดินเลียบ ชายฝั่งแม่น้ําสํารวจแผงหนังสือที่มีอยู่ตลอดท่าน้ํา หรือจะตรงไป ทําตัวปะปนกับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยปารีสให้เลือกเอา หรือเดิน ย้อนไปย้อนมาเพื่อทําทั้งสองอย่างก็ได้ดีทั้งนั้น หากอยากเดินวนเวียนตามซอกเล็กซอยน้อยย้อนรอยประวัติศาสตร์ก่อนเข้าเรื่อง อยากแนะนําให้เดินไปที่ถนนกาลงด์ (Rue Galande) เพื่อดูป้ายชื่อถนนที่เก่าแก่ที่สุดในปารีส เดินตรงไปทางสะพานเปตีต (Petit Pont) ไปบนถนนแซงต์ มากส์ (St. Jacques) แล้วเลี้ยวซ้ายที่ 2 หรือต้องการหา “ที่สุด” ของปารีสอีกอย่างหนึ่ง ต้องไปเดินถนนดู ชาต กี เพช (Rue du Chat qui Peche) ซึ่ง เป็นถนนที่แคบที่สุดในปารีส อยู่บนฝั่งซ้ายไม่ห่างจากแซนอยู่ระหว่างสะพานแซงต์ มิเชล (Pont St. Michele) กับสะพานเปตีต (Petit Pont)

ตรวจสินค้าที่แผงหนังสือเลียบท่าน้ำเสร็จสรรพจากสะพานเปตีต (Petit Pont) ให้เดินไปบนถนนแซงต์ มากส์ ถ้าหิวให้แวะกินเป็ดย่าง บะหมี่หมูแดงที่ร้านมิราม่าที่อยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำเท่าใดนัก ถ้าไม่หิวให้เดินตรงไปเรื่อยๆ จนถึงถนนซูโฟลต์ (Rue Soufflot) ซึ่งได้ชื่อมาจากคนออกแบบสร้างปองเตอง (Pantheon) จะเห็นปองเตองซึ่งเป็นที่เก็บศพของบุคคลสําคัญๆของฝรั่งเศส เช่น วิคเตอร์ ฮูโก วอลแตร์ เป็นต้น ถ้าอยากดูก็เข้าไป แต่ถ้าไม่ฝักใฝ่ก็ข้ามรายการนี้ไปได้เลย

เมื่อออกจากปองเตองแล้วให้ย้อนใช้ทางเดิมแล้วเลี้ยวขวาที่ถนนคูชาส (Rue Cujas) แล้วจะมีถนนเล็กๆ ทางขวามือเข้าไป ยังซอร์บอนอันยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยปารีส ซอร์บอนให้การศึกษาแก่ชาวฝรั่งเศสและชาวยุโรปมาเนิ่นนานตั้งแต่ ปลายปีศตวรรษที่ 12 มีการขยับขยายทั้งหลักสูตรและพื้นที่ของ โรงเรียนมาโดยตลอด จึงได้เห็นตึกแล้วตึกเล่าในถิ่นการ์ดีเยร์ ลาแตง นี้มีชื่อมหาวิทยาลัยปารีสติดอยู่ หากเดินซอร์บอนจนรู้สึกว่าฉลาดได้ที่แล้ว ขอแนะนําให้เดินไปทางถนนแซงต์ มิเชล (Boulevard St. Michele) จนกระทั่งถึงถนน ออกัสเต คอมเต (Rue Auguste Comte) ทางเข้าสวนลุกเซมบวร์กที่แสนงามจะอยู่ทางขวา ความจริงทางเข้าสวนนี้มีหลายทางด้วยกัน แต่ทางเข้านี้สวยที่สุด จะได้เห็นสวนทั้งหมดในมุมที่อลังการที่สุด

ชมสวนเสร็จแล้วให้เดินออกทางด้านหลังของปาเล เดอ ลุกเซมบวร์ก จะเห็นวิหารแซงต์ ซูลพีซ์ (St. Sulpice) ที่โด่งดังจากเรื่องดาวินชี่ โคด แต่เดิมนั้นสร้างโดยพระชื่อซูนิเยร์ เหมือนคุณตาของโซฟี นางเอกแสนเก่ง แต่อาคารที่เห็นในปัจจุบันนั้นสร้างในศตวรรษที่ 17 และ 18 โดยพระนางแอนน์แห่งออสเตรีย พระราชมารดาในพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นผู้ทรงวางศิลาฤกษ์ในปี ค.ศ. 1646 ออร์แกนในโบสถ์นี้ถือเป็นหนึ่งในออร์แกนที่ดีที่สุดของโลก

หากว่าใช้ถนนแซน (Rue de Seine) เป็นทางไปสวนลุกเซมบวร์ก มองหาร้านขนมของเชราล์ด มูโลต์ (Gerald Mulot) เลขที่ 76 Rue de Seine เป็นร้านเล็กๆแต่คุณภาพคับร้าน ภูมิใจเสนอที่สุดคือมาการง แต่กระนั้นขนมอื่นก็อร่อยได้ที่เช่นกัน ซื้อ ติดมือไปนั่งรับประทานให้เย็นใจในสวนได้อย่างดี แถวซอร์บอนมีตลาดเก่าแก่ชื่อ มูฟตาร์ด (Mouffetard) เป็นตลาดชีวิตจริงที่ไม่โก่งราคา ของที่ซื้อจากที่นี่มักได้ราคาดีกว่า ซื้อที่เขตอื่น เคยเสื่อมโทรมลงไประยะหนึ่งแล้วกลับคืนขึ้นมามีชีวิต ชีวาอีกครั้ง ร้านอาหารและร้านกาแฟแถวนี้ไม่เป็นร้านออกแนว บูติก แต่เป็นร้านที่คนปารีสในละแวกนั้นอุปถัมภ์กันเอง

ถนนและตลาดบนถนนเดอ บูซี (Rue de Buci) มีเสน่ห์ น่ารัก คึกคักทุกวัน เป็นตลาดที่คนแถวนั้นออกมาซื้อหาไปรับประทานกันเอง ของจึงสดๆใหม่ๆ นอกจากตลาดสดแล้วถนนนี้ยังมีร้านขายของทุกอย่างตั้งแต่โมเดิร์นยันของเก่า ร้านหนังสือถูกๆดีๆก็มีให้เลือก บางทีได้ภาษาอังกฤษมาอ่านอีกต่างหาก มองหาร้านขนมชื่อ คาร์ลตัน (Carlton) ที่ขอบอกว่าทําแป้งแอปเปิ้ลทาร์ตได้บางที่สุดในโลก ปิดทุกวันจันทร์และบ่ายวันอาทิตย์

ในเขตนี้มีร้านขนมน้ำชาแนวหน้าทั้งมาริยาช แฟร์ (Mariage Freres) บนถนนกรองด์ ออกุสแตง (Grand Augustin) และร้านลาดูเร (Ladurée) บนถนนโบนาปาร์ต (Rue Bonaparte)

ปองเตอง (Pantheon)

การเดินทาง : เขต 5 RER สาย B สถานี Luxembourg

พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 โปรดให้สร้างปองเตองแห่งนี้ขึ้นเพื่อแก้บนต่อแซงต์ เจเนวีฟ (Sainte Genevieve) นักบุญประจําเมืองปารีสเมื่อทรงหายจากประชวรครั้งใหญ่ เป็นอาคารแบบนีโอ-คลาสสิก มีเสาอ่อนช้อยอย่างสมัยกรีกให้ดู ปัจจุบันเป็นที่เก็บศพบุคคลสําคัญๆของฝรั่งเศส เช่น วิคเตอร์ ฮูโก วอลแตร์ มาราต และรุสโซ

สวนลุกเซมบวร์ก (Jardin du Luxembourg)

การเดินทาง : เขต 6 เมโทร RER B สถานี Luxembourg

สวนนี้มีพื้นที่ถึง 60 เอเคอร์ เป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในปารีส เป็นแม่แบบของสวนอย่างฝรั่งเศส เป็นส่วนหนึ่งของปาเล ดู ลุกเซมบวร์ก (Palais du Luxembourg) ซึ่งเป็นที่ตั้งของรัฐสภาฝรั่งเศสในปัจจุบัน เหตุที่สวนและพระราชวังนี้มีชื่อว่าลุกเซมบวร์ก เพราะพระนางมารี เดอ เมดิซี (Marie de Medici) ทรงซื้อที่ตรงนี้ต่อจากดยุดแห่งลุกเซมบวร์ก ที่แปลงนี้เคยเป็นหนองน้ำใหญ่ ส่งกลิ่น ไม่น่าดม ถึงขั้นเคยถูกลือว่าเป็นที่ที่ถูกสาป พระนางมารี เดอ เมดิช มีพระราชเสาวนีย์ให้ปรุงสวนนี้ขึ้น ในปี ค.ศ. 1617 แต่มิเคยได้ประทับอยู่เชยชม ในบั้นปลายพระชนมชีพกลับทรงถูกพระเจ้าหลุยส์ที่ 8 พระโอรสกับคาร์ดินัลริชเชลิเอร์ เนรเทศให้ไปอยู่เยอรมันและสิ้นพระชนม์ที่เมืองโคโลญจน์อย่างยากจน สวนนี้เป็นสวนสําหรับทุกเพศ ทุกวัย มีม้าหมุนและบ่อน้ำกว้างๆใสๆไว้ให้เด็กมาลอยเรือเล่น มีมุมบันเทิงให้ผู้ใหญ่เล่นหมากรุก มีที่ให้นั่งทอดหุ่ยเงียบๆ หรือนัดพบคุยกันได้ทั้งนั้น เป็นที่พลอดรักของคนปารีสมาตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ยาย เพราะเป็นที่ที่โรแมนติกที่สุดในปารีส คิดดูแล้วกันว่าปารีสที่ว่าโรแมนติกแล้ว ยังมีที่สุดของที่สุด แล้วมันจะโรแมนติกขนาดไหน

ในสวนนี้มีต้นแอปเปิ้ลและต้นแพร์ปลูกอยู่ถึง 2,000 ต้น มีดอกไม้นานาพันธุ์ที่ส่งกลิ่นหอมและสีสวยอยู่ทั้งในกระถาง มีดอกไม้ในแปลงกลางสนามและเลาะเลื้อยอยู่บนกําแพง เจ้าหน้าที่ดูแลจัดเปลี่ยนดอกไม้เหล่านี้ 3 ครั้งต่อปี เมื่อถึงหน้าร้อนเขาจะนําต้นส้มออกมาตั้งให้ออกดอกหอมกรุ่น เคียงคู่กับต้นทับทิม ต้นปาล์ม และไม้เมืองร้อนอื่นๆ นอกจากไม้นานาพันธุ์แล้วยังมีนกตัวเล็กตัวน้อยส่งเสียงอึกทึกเพิ่มความรื่นรมย์อีกต่างหาก

หนึ่งในน้ำพุงามในสวนคือน้ำพุเมดิชีอันมีชื่อเสียง เป็นเครื่องประดับสวนมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1869 หากต้องการหลบความอ้าวของอากาศหรือต้องการความสงบร่มรื่น ขอรับรองว่าจุดนี้หยุดเวลาในโลกไว้ได้อย่างน้อย 2-3 อึดใจแรกที่เดินมาถึง

สวนนี้เกือบไม่รอดเงื้อมมือบารอนเฮาส์มันส์ที่ต้องการเปลี่ยนทําเลที่สวนนี้ให้เป็นถนนใหญ่ โชคดีที่คนปารีสออกมาประท้วงกันสุดฤทธิ์เลยรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้

ในสวนมีร้านอาหารราคาย่อมเยาที่มีโต๊ะไว้บริการทั้งในร้าน นอกร้านหรือใต้ต้นเกาลัด ได้ทั้งอิ่ม ได้ทั้งเพลิน หรือจะเลือกเพสตรอร่อยๆที่ร้านดาลาโย (Dallayau) บนถนนเอดมงค์ โรสตองด์ (Edmond Rostand) แล้วนั่งชมสวนลุกเซมบวร์กให้เพลิดเพลินก็จะเกิดขึ้นไปอีกระดับ

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet