เกาะซีเตและเกาะแซงต์ หลุยส์ จุดกำเนิดเล็กๆของชนชาติฝรั่งเศส


เกาะซีเตและเกาะแซงต์ หลุยส์ (île de la Cité et Île St. Louis)

ประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 2,000 ปีของปารีสและฝรั่งเศสอัดแน่นอยู่บนเกาะซีเตอันเป็นจุดกําเนิดเล็กๆของชนชาติที่ยิ่งใหญ่นี้ บนเกาะนี้นอกจากจะเป็นที่ตั้งของสถานที่สําคัญๆมากมายแล้ว พื้นที่ทุกตารางนิ้วบนเกาะก็มีความสําคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าสถานที่เหล่านั้นเลย

กษัตริย์ของฝรั่งเศสทรงตั้งพระราชวังอยู่บนเกาะซีเตนี้มาตั้งแต่ราชวงศ์คาเปียอง (Capetian) จนกระทั่งเมื่อสถานที่เริ่มคับแคบ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 5 จึงทรงย้ายพระราชสํานักออกไปอยู่ที่ มาเรส์ (Marais) และลูฟวร์ในที่สุด

เนื่องจากเกาะนี้อยู่กลางใจเมืองปารีสเหมือนเป็นไข่แดง จะเริ่มจากฝั่งไหนก่อนก็ย่อมได้ แต่ควรใช้แผนที่ให้เป็นประโยชน์จะได้ไม่เดินย้อนไปย้อนมา

การเดินทาง

  1. ลงเมโทรสาย 1 หรือ 11 ที่สถานีโอแตล เดอ วิล (Hotel de Ville) แล้วเดินข้ามสะพานสวยๆ เช่น ปงต์ นอเตรอะ ดาม (Pont Notre Dame) หรือปงต์ โอ ชองช์ (Pont Au Change)
  2. ลงเมโทรสาย 4 ที่สถานี ซีเต (Cité) แล้วผุดขึ้นมา กลางเกาะเลย
  3. ลงเมโทรสาย 4 บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำที่สถานีแซงต์ มิเชล (St. Michele) แล้วข้ามสะพานปงต์ โอ ดูเบล (Pont Au Double) ไปจ่อหน้านอเตรอะ ดาม หรือจะย้อนกลับมาข้ามสะพานเปตีต (Petit Pont) ซึ่งเป็นสะพานที่เล็กที่สุดสั้นที่สุดในเหล่าสะพานสวยๆทั้งหลายในปารีสก็ย่อมได้ นอกจากจะเป็นจุดข้ามแม่น้ำที่เก่าแก่ที่สุดแล้วยังมีประวัติการสร้างอันโชกโชน เพราะฟังแล้วพังอีกและถูกสร้างขึ้นใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่ารวมมาถึง 16 ครั้งด้วยกันใน 1,000 ปีที่ผ่านมา สะพานนี้ยังมีประวัติเกี่ยวพันกับมหาวิหารนอเตรอะ ดามโดยตรง เพราะท่านสาธุคุณซัลลีคนเดียวกับที่ริเริ่มสร้างวิหาร เป็นคนคิดสร้างสะพานนี้ขึ้น

การข้ามสะพานเหล่านี้ไม่ได้ยากเย็นแสนเข็ญแต่อย่างใด โปรดอย่าหลับตานึกภาพสะพานแขวนหรือสะพานพระปิ่นเกล้า หากแต่เป็นสะพานตั้งแต่สมัยกลางบ้างหรือมาเพิ่มเติมเอาภายหลังบ้าง และแม่น้ำแซนช่วงที่ไหลผ่านปารีสนี้มิได้กว้างดั่งเจ้าพระยาที่ท่าพระจันทร์ สะพานพวกนี้เคยเป็นที่ทํามาหากินของคนปารีสในสมัยก่อนมีทั้งการซื้อขาย ให้บริการต่างๆ เช่น ตัดผมคน ตัดขนหมา และอื่นๆ อีกจิปาถะ คนปารีสยังใช้สะพานข้ามแม่น้ำแซนเป็นที่กินลมชมวิวพักผ่อนหย่อนใจอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นขอยืนยันว่าเป็นการเดินที่เพลิดเพลินใจแน่นอน

ปลาซ ดู ปาร์วีส (Place du Parvis) และมหาวิหาร นอเตรอะ ดาม

เมื่อออกจากวิหารแล้วเดินย้อนไปที่ปลาซ ดู ปาร์วีสยืน หันหลังให้จัตุรัสหันหน้าไปทางฝั่งขวาของแม่น้ำ มองลอดแถวต้นเกาลัดเข้าไปคือโอแตล ดีเยอ (Hotel Dieu) แปลตรงตัวว่าบ้านของ พระเจ้า เดิมเป็นโรงพยาบาลที่สําคัญของปารีสที่สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1866-1878 เป็นสถาปัตยกรรมแบบฟลอเรนทีน มีสนามอยู่กลางอาคารแบบนีโอ-คลาสสิก มีน้ำพุกับสวนเล็กๆไว้หย่อนใจ

ชมเสร็จกลับออกมาที่เดิมเดินตรงไปเลี้ยวขวาบนถนนซีเต (Rue de la Cite) ผ่านหน้า Prefecture de Police หรือที่ทําการตํารวจของปารีส เลี้ยวซ้ายบนถนนลูแตซ (Rue de Lutece) จะเห็นแซงต์ ชาแปล (Sainte Chapelle) อยู่ตรงหน้า โบสถ์นี้เป็นส่วนที่เก่าแก่ที่สุดของปาเล เดอ จูสติซ (Palais de Justice) แซงต์ ชาแปลเป็นโบสถ์สําคัญตั้งแต่ยุคกลาง สร้างตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ. 1246-1248 ในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 9 เพื่อให้เป็นที่สักการบูชาของศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 9 ทรงซื้อมาจากพ่อค้าชาวอิตาลี

มูลค่าของที่ทรงซื้อมามากกว่ามูลค่าของโบสถ์นี้ทั้งหลังถึง 3 เท่า โบสถ์นี้มีสเตนกลาสที่สมบูรณ์ที่สุดจากยุคกลางในศตวรรษที่ 13 เป็นเรื่องราวจากทั้งคัมภีร์ใหม่และคัมภีร์เก่าให้ดู วิธีอ่านให้อ่านจากล่างขึ้นบนและจากซ้ายไปขวา สีหลักของกระจกนี้คือสีเขียวเพราะหมายถึงพระอาสน์ของพระผู้เป็นเจ้า

อันว่าสเตนกลาสของฝรั่งเปรียบได้เหมือนกับภาพวาดฝาผนังของไทยในศาสนาพุทธ ถ้าดูแล้วไม่สามารถบอกได้ว่าใครเป็นใครก็อย่าตกใจ พระฝรั่งที่เซียนๆยังต้องใช้เวลาเป็นอาทิตย์พิศดูจึงจะรู้ ถ้าคิดจะเอาดีทางนี้แล้วต้องเตรียมเวลาไว้สัก 1 เดือน พร้อมไบเบิ้ล 1 เล่มและกล้องส่องทางไกล เอาให้รู้จริงกันไป ว่าใครเป็นใครในกระจกนั้น

แซงต์ ชาแปล นี้สร้างเป็น 2 ส่วน ส่วนล่างให้บ่าวไพร่กระฎุมพีได้เข้ามาสวดอ้อนวอนพระเจ้า ส่วนบนใช้เป็นห้องสวด ส่วนพระองค์ของพระเจ้าแผ่นดินและครอบครัว เป็นที่ประดิษฐาน ของศักดิ์สิทธิ์ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่นอเตรอะ ดาม ถ้าอยากได้เพลินทั้งหูเพลินทั้งตา ที่โบสถ์นี้มีคอนเสิร์ตให้ฟัง เป็นบุญหูทุกเย็น

ออกจากปาเล เดอ จูสติซเดินเลาะเลียบแม่น้ำไปบน เก เด ออแฟฟวร์ (Quai des orfevres) จะถึงปลาซ โดฟีน (Place Dauphine) อันเป็นโครงการในพระราชดําริของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 4 นักวางผังเมืองคนแรกของปารีส จัตุรัสนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 16071616 เพื่อให้เป็นที่ประกอบธุรกิจของพ่อค้าและนักการธนาคารจะได้ไม่ประเจิดประเจ้ออยู่ตามถนน ทําไปทํามายังมีศิลปินหลายคนได้ มาแจ้งเกิดที่ปลาซ โดฟินแห่งนี้อีกด้วย

เลยไปอีกนิดที่ปลายเกาะซีเตคือปลาซ ดู แวร์ต กาลงต์ (Place du Vert Galant) ในปี ค.ศ. 1607 ทางการเมืองปารีส จัดการรวมเกาะเล็กๆและถากถางที่ทางแห่งนี้ให้เกิดเป็นลานนั่งเล่นและได้รับชื่อตามพระนามพระเจ้าเฮนรี่ที่ 4 ว่า Vert Galant และเชื่อมต่อกับปลาซ โดฟิน เมื่อนั่งทอดนุ่ยอยู่ที่จัตุรัสดูแวร์ กาลงต์ อยากให้เงยหน้าขึ้นดูรูปปั้นพระเจ้าเฮนรี่ที่ 4 บน Pont Neuf ที่ เสด็จเปิดสะพานเอง เป็นเหตุว่าทําไมจัตุรัสนี้จึงตั้งชื่อตามพระนาม เล่นของท่าน ตรงนี้เป็นจุดชมแม่น้ำแซนที่สงบเงียบและโรแมนติก มองเห็นลูฟวร์อยู่ไม่ห่าง ถ้าวางแผนปิกนิกจุดนี้เป็นที่ที่ดีที่สุดจุดหนึ่งในปารีส

นั่งพักจนสบายอารมณ์แล้วออกเดินไปทางขวาของแม่น้ำ เดินเลียบเก เดอ โอร์ลอช (Quai de l’Horloge) จะเห็นกงซิแอร์ฌรี (Conciergerie) อยู่ทางขวามือ อาคารเก่าแก่สร้างมาตั้งแต่สมัยฟิลิปป์ ลา เบล (Philippe la Bel) ในศตวรรษที่ 14 ให้เป็นส่วน หนึ่งของพระราชวังของราชวงศ์คาเปตียอง เมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 5 ย้ายพระราชวังออกจากเกาะซีเตทรงทิ้งกรมกองมหาดเล็กไว้เบื้อง หลังที่กงซิแอร์ตรีนี้

หลังปฏิวัติฝรั่งเศสกงซิแอร์มรีกลายมาเป็นที่คุมขังของนักโทษการเมือง นักโทษคนสําคัญที่สุดคือมารี อังตัวเนต ขณะเดินชมลองหลับตานึกภาพว่าควีนผู้โก้หรูที่สุดในบรรดาควีนทั่วยุโรปถูกจองจํารอวันสุดท้ายของพระชนมชีพอยู่ในห้องขังเล็กๆ ได้ฟังเสียงสวดมนต์ครั้งสุดท้ายของนักโทษคนแล้วคนเล่า นอกจากควีนแล้วยังมีนักโทษที่ถูกกักกันอยู่ที่นี่ถึง 4,000 กว่าคนที่ส่วนใหญ่จบชีวิตลงที่กิโยตินอันน่าสยดสยอง

ห้องสุดท้ายที่มารี อังตัวเนต นั่งรอนอนรอคนมาเรียกไปขึ้น กิโยตินนั้น ภายหลังมีการทําขึ้นใหม่เพื่อเป็นที่ระลึกถึงควีน ลายบนผนังห้องแคบๆเป็นรูปหยดน้ำตาบนพื้นสีดํา ดูแล้วหดหู่ใช้ได้เลย

หอสี่หอที่เก่าแก่ที่ควรสังเกตดูคือ ตูร์ เด ซีซาร์ (Tour des Cesar) ตูร์ ดาร์ชองต์ (Tour d’Argent) หอคอยทั้งสองนี้สร้างใน ต้นปี ค.ศ. 1300 ตูร์ ดาร์ชองต์นั้นเคยใช้เก็บเครื่องพัตราภรณ์ใน พระราชวงศ์ทั้งหลาย ตูร์ เดอ บงเบค (Tour de Bonbec) ซึ่งเก่าแก่ที่สุดสร้างประมาณปี ค.ศ. 1250 เคยใช้เป็นที่ทรมานนักโทษและ ตูร์ เดอ โอลอจ (Tour de l’Horloge) หอนาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดในปารีสถูกไฟไหม้เสียหาย สร้างใหม่หลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อปี ค.ศ. 1848 หอนาฬิกานี้อยู่ระหว่างปงต์ โอ ชองช์ (Pont au Change) กับ บูเลอวาร์ด ดู ปาเล (Boulevard du Palais)

ก่อนถึงเก เดอ ลา กอร์ส (Quai de la Corse) จะถึงสะพาน โอ ชองช์ (Pont au Change) ก่อน เดิมพวกพ่อค้าเพชรพลอย และชาวธนาคารใช้สะพานนี้เป็นที่แลกเปลี่ยนสินค้าและเงินทอง สะพานเชื่อมเกาะซีเตกับฝั่งขวาที่เก เดอ ลา เมอจิสเซอรี (0บาย de la Megisserie) ซึ่งมีสัตว์เลี้ยงขายเหมือนแถวจตุจักรบ้านเรา

โปรดสังเกตว่าครึ่งหนึ่งของเกาะซีเตนี้อยู่ในเขต 1 และอีก ครึ่งหนึ่งอยู่ในเขต 4 เขต 1 นั้นแบ่งจากทางตะวันตกของถนน บูเลอวาร์ด ดู ปาเลเป็นต้นไป ส่วนอื่นของเกาะตกไปอยู่ในเขต 4

เมื่อเดินมาถึงเก เดอ ลา คอร์สแล้วจะเห็นอีกด้านหนึ่งของ โอแตล เดอ วิล ซึ่งอยู่ระหว่างถนนซีเต (Rue de la Cite) และ ถนนดาร์โคล (Rue d’Arcole) เลยไปทางตะวันออกคือเค โอ เฟลอร์ (Quai aux Fleure) คือตลาดขายดอกไม้เหมือนกับปากคลองตลาดบ้านเรา ขายทุกวันจันทร์ถึงเสาร์ 8 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น วันอาทิตย์ขายนกแทนดอกไม้ หันหลังให้เกาะซีเตจะเห็นโอแตล เดอ วีล (Hotel de Vile) หรือศาลาว่าการเมืองปารีสอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม เมื่อเดินโค้งตามเก เออซ์ เฟลอร์

ไปได้นิดหนึ่งจะเห็นถนน โคโลมป์ (Rue de la Colombe) อันเป็นถนนสั้นๆ น่ารัก พอสุด ถนนให้เลี้ยวซ้ายที่ถนนชินัวเนสส์ (Rue Chinoinesse) เดินเรื่อยไปจนเห็นถนนข้างวิหารนอเตรอะ ดามคือ Rue du Cloitre Notre Dame จะเห็นสะพานแซงต์ หลุยส์ (Pont St. Louis) ซึ่งเชื่อม ระหว่างเกาะทั้งสองสะพานนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1634 เป็นสะพาน เดียวในละแวกที่เรือนักท่องเที่ยวไม่เคยลอด มักมีดนตรีแจ๊สมาเล่นให้ฟังสดๆเป็นประจํา

ขณะเดินเล่นอยู่บนชินัวเนสส์ลองหลับตานึกภาพว่าเดินอยู่ในสมัยศตวรรษที่ 14 ดู บนถนนนี้มีร้านตัดผมกับร้านปาติสเซอรีที่ขายปาเตอร่อยมากอยู่ใกล้กัน แถบนี้เป็นที่อยู่ของนักเรียนต่างชาติ ต่างภาษาที่มาเรียนหนังสือที่ซอร์บอน อยู่ไปอยู่มานักเรียนพวกนี้หายไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีใครรู้เบาะแส จับมือใครดมไม่ได้ จนกระทั่งวันหนึ่งความแตกเพราะหมาน้อยตัวหนึ่งมาหยุดยืนเห่าที่หน้า ร้าน 2 ร้านนี้ ตํารวจเลยเข้าไปค้นร้านและพบว่าช่างตัดผมเชือดคอนักเรียนเอาไปขายให้พ่อครัวทําปาเตขายกินกันอร่อยทั้งบาง

เกาะแซงต์ หลุยส์ (le St. Louis)

นี้ตั้งชื่อตามพระนามพระเจ้าหลุยส์ที่ 9 ผู้เป็นกษัตริย์พระองค์เดียวที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักบุญ วัดจากหัวเกาะถึงท้ายเกาะมีความยาวเพียงไม่ถึงครึ่งไมล์ เดินมาทางซ้ายนิดเดียวจะเห็นถนนแซงต์ หลุยส์ เอิง ลิล (Rue St. Louis en I’lle) ผ่ากลางเกาะเป็น 2 ฝั่ง เป็นถนนสวยที่มีเสน่ห์ที่สุดสายหนึ่งในปารีส ค่าที่มีความเก่าแก่มาตั้งแต่ยุคกลางหรือเก่ากว่านั้น ถนนปูอิฐก้อนหนาเรียงรายด้วยตึกรามที่มีอดีตย้อนไปถึงศตวรรษที่ 17 เกาะนี้เป็นที่แรกในประวัติศาสตร์ผังเมืองของปารีส พระเจ้าเฮนรี่ที่ 4 โปรดให้มีการวางแผนผังเพื่อรองรับเหล่าข้าราชบริพารที่ล้นมาจากเขตมาเรส์ (Marais)

เดินมาจนถึงเลขที่ 31 บนถนนนี้จะเห็นร้านไอศกรีมแบร์ติยง (Berthillon) แม้จะไม่มองหาเลขที่บนตึกก็สามารถจะหาได้โดยง่าย เพราะคิวที่ยาวเหยียดในหน้าร้อน เป็นร้านหนึ่งที่ต้องหยุดชม เพราะความลือลันของไอศกรีมร้านนี้ที่เปิดตัวเกาะแซงต์ หลุยส์ที่ เงียบสงบให้เป็นที่รู้จักในหนังสือท่องเที่ยวปารีสเกือบทุกเล่มในโลก

เกาะนี้เป็นหนึ่งในที่อยู่ที่เก่ที่สุดในปารีส คนดังที่เคยมีแอดเดรสอยู่บนเกาะนี้มีมากมาย เช่น วอลแตร์ (Voltaire) ผู้เคยอยู่บนเกาะนี้ในราวปี ค.ศ. 1740 เฮมิงเวย์ (Hemingway) และ อกา ข่าน (Aga Khan) ในศตวรรษที่ 19 และยังมีทําเนียบผู้ดีมีตระกูลทั้งหลายในปารีสก่อนปฏิวัติ เกาะนี้ไม่มีรถเมโทรจอด ผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะต่างภูมิใจในตัวเองกันหนักหนาว่าแตกต่างจากชาวปารีเซียงทั้งหลายด้วยประการทั้งปวง และเลือดขัตติยาที่เคยวิ่งพล่านอยู่ทั่วเกาะ จะว่าไปเกาะแซงต์ หลุยส์นี้พ้นเงื้อมมือการถล่มปารีสของบารอนเฮาส์มันน์มากที่สุดและรักษาความเป็นปารีสก่อนสมัย นโปเลียนที่ 3 ไว้ได้มากที่สุดด้วยเช่นกัน

เมื่อเดินไปจนสุดเกาะให้วกไปทางซ้ายแล้วเดินกลับขึ้นมา ทางเกาะซีเตอีกครั้งจะเห็นสะพานมารี (Pont Marie) เป็นสะพานเล็กๆ มี 5 โค้ง เชื่อมเกาะแซงต์ หลุยส์กับฝั่งขวาซึ่งตรงกับเขต มาเรส์ สร้างเมื่อต้นศตวรรษที่ 17 โดยมงซิเออร์ คริสโตเฟอร์ มารี (Moncier Christopher Marie) ในสมัยพระเจ้าเฮนรี่ที่ 4 นับว่าเป็นสะพานหนึ่งที่มีอาถรรพ์ เมื่อเปิดใช้สะพานถล่มมีคนตาย แม้เมื่อ ซ่อมแซมเสร็จแล้วเปิดใช้อีกครั้งเจอน้ำหลากสะพานขาดตายไปมากกว่าคราวแรกเสียอีก

อย่างไรก็ตามสะพานนี้นับเป็นสะพานที่เปลี่ยนเกาะแซงต์ หลุยส์จากพื้นที่สีเขียวให้เป็นที่อยู่ของผู้มีอันจะกินมา ตั้งแต่บัดนั้นใต้สะพานนี้เงียบสงบราวกับไม่ได้อยู่ในปารีส หากอยากปลีกวิเวกหาความสงัดชั่วครู่ก็ขอเรียนเชิญ

เดินเลียบฝั่งแม่น้ำมาบนเก เดอ บูร์บง (Quai de Bourbon) จะถึงสะพานหลุยส์ ฟิลิปป์ (Pont Louis Philippe) เชื่อมไปยังฝั่งขวาของแม่น้ำ นับเป็นสะพานที่สวยน้อยที่สุดในบรรดาพี่น้องสะพานของปารีส

จะเลือกเดินเลาะฝั่งเรื่อยมาเพื่อความเพลิดเพลินหรือเดินตัดมาทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำบนถนนเบลเลย์ (Rue J. du Belay) เพื่อที่จะมาเดินดูต้นพอพล่าที่เรียงรายอยู่บนเก ดอร์ลีนส์ (Quai d Orleans) ก่อนข้ามสะพาน เดอ ลา ตูร์แนล (Pont de la Tourmelle) กลับมาทางฝั่งซ้าย ที่ขอแนะนําให้ใช้สะพานนี้เป็นจุดสุดท้ายของการเที่ยวเกาะทั้งสองนี้เพราะเป็นจุดที่มองกลับไปเห็นนอเตรอะ ดามได้ชัดที่สุด สวยที่สุด อีกทั้งยังเป็นการสะดวกถ้าหากว่าอาหารเย็นมื้อนี้คือที่ลา ตูร์ ดาร์ชองต์ (La Tour d’Argent) ที่สุดปลายสะพานนี้

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet